พี่น้องตระกูลเฮาเซอร์: จากความฝันวัยเด็กที่อยากเป็น ‘โจรปล้นธนาคาร’ สู่การสร้างตำนานแห่ง Grand Theft Auto


ถึงแม้จะเป็นช่วงวัยที่มีข้อจำกัดมากมายทั้งกำลังกาย ทักษะในการใช้ชีวิต อำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเงินทองที่ยังไม่สามารถหาได้เอง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กคือช่วงวัยที่เต็มเปี่ยมด้วยความฝันมากที่สุด พวกเขายังไม่รู้ถึงกฎเกณฑ์และความโหดร้ายของระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโลก ทุกสิ่งจึงดูเป็นไปได้ ความฝันมากมายเบ่งบานขึ้นในห้วงความคิด 

พี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ (Houser Brother) เองก็มีความฝันในวัยเด็กเช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ และคงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไรนัก หากความฝันดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอย่าง การเป็น “โจรปล้นธนาคาร”

เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ก็ทำความฝันนั้นให้เป็นจริงได้เสียด้วย ถึงแม้จะไม่ใช่การจับปืนไปปล้นธนาคารจริง ๆ แต่พวกเขาได้สร้างโลกขึ้นมาอีกใบ ในชื่อ Grand Theft Auto (GTA) ที่ทำให้ทั้งตัวพวกเขาเอง และผู้คนอีกนับล้านทั่วโลกสามารถปล้นธนาคาร โดยไม่มีกฎหมายข้อไหนจะมาบังคับความผิดได้ 

ติดตามชีวิตสุดโลดโผนของพี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ได้ที่นี่ – Lengame

ผมอยากเป็นโจรปล้นธนาคารครับ

พี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ประกอบด้วย แดน และ แซม เฮาเซอร์ (Daniel Houser, Sam Houser) พวกเขาถือกำเนิดในตระกูลผู้มีอันจะกิน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงต้นทศวรรษ 70 โดยผู้เป็นพ่ออย่าง วอลเตอร์ เฮาเซอร์ (Walter Houser) คือทนายความชื่อดัง ส่วนแม่ เจอรัลดีน มอฟแฟต (Geraldine Moffat) เป็นนักแสดงเชื้อสายอังกฤษ เคยมีผลงานประกบคู่ตำนานโลกภาพยนตร์อย่าง ไมเคิล เคน (Michael Caine) มาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Get Carter

ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงได้เข้าศึกษาในโรงเรียนรัฐบาลชั้นนำอย่าง St. Paul’s School ที่มีค่าธรรมเนียมเล่าเรียนกว่า 30,000 ปอนด์ต่อปี และมีเพื่อนร่วมชั้นอย่าง จอร์จ ออสบอร์น (George Osborne) อนาคตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ ภาพที่เพื่อน ๆ เห็นจนชินตาคือ สองพี่น้องเฮาเซอร์ก้าวลงจากรถโรลส์-รอยซ์คันหรู ก่อนจะเดินเข้าประตูโรงเรียนไป

ในวัยเด็กทั้ง แดน และ แซม ต่างก็มีพรสวรรค์ในดนตรี แต่การที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวนักแสดง ทั้งคู่จึงมีโอกาสได้รับชมภาพยนตร์มากมายตั้งแต่จำความได้ โดยเฉพาะแนวอาชญากรรมที่พวกเขาชื่นชอบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง The Getaway และ The French Connection เรียกได้ว่าเป็น ‘หนังโปรดในดวงใจ’ ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาเต็มไปด้วยความรุนแรง ขัดกับช่วงวัยโดยสิ้นเชิง

ภาพยนตร์อาชญากรรมที่หล่อหลอมพี่น้องเฮาเซอร์ แง่หนึ่งก็ช่วยให้พวกเขามีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างมาก เนื่องจากเนื้อเรื่องเข้มข้น เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นการปลูกฝังความคิดและทัศนคติบางอย่างที่เป็นอันตรายด้วยเช่นกัน

Ronnie Scott’s คือชื่อคลับแจ๊ซที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงทศวรรษ 70 มันคือสถานที่ยอดนิยมที่เหล่าเศรษฐีแห่งกรุงลอนดอนมาใช้เวลาว่างพบปะสังสรรค์ หนึ่งในนั้นคือ วอลเตอร์ เฮาเซอร์ ซึ่งก็มีบ่อยครั้งที่เขาจะพาลูกชายอย่าง แดน และ แซม ติดสอยห้อยตามไปด้วย

ครั้งหนึ่งระหว่างที่ วอลเตอร์ กำลังร่วมวงสนทนาอยู่กับ ดิซซี่ กิลเลสปี (Dizzy Gillespie) พลันสายตาของนักดนตรีแจ๊ซระดับตำนานผู้นี้ ก็หันไปสบเข้ากับความน่ารักน่าชังของ แดน และ แซม ในวัยประถม จนอดไม่ได้ที่จะถามออกไปว่า

“โตขึ้นพวกหนูอยากเป็นอะไร?”

“ผมอยากเป็นโจรปล้นธนาคารครับ” คำตอบของ แซม ที่ทำให้ทั้งโต๊ะพร้อมใจกันเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย

จากวัยประถมล่วงเข้าสู่มัธยม ถึงแม้พี่น้องเฮาเซอร์จะยังไม่ได้หยิบปืนไปปล้นธนาคารที่ไหน แต่จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมชั้นก็ทำให้ได้รู้ว่าทั้งคู่ ‘จี๊ดจ๊าด’ ไม่ใช่น้อยในรั้วโรงเรียน พวกเขาสวมรองเท้าบูตส์ Dr. Martens กับชุดนักเรียน ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎของโรงเรียน อีกทั้งยังหมกมุ่นอยู่กับภาพยนตร์แนวนักเลงและฮิปฮอป

เมื่อมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ปรากฏว่าสองพี่น้องเฮาเซอร์ก็ถึงคราวต้องแยกกัน เนื่องจาก แซม มีผลการเรียนย่ำแย่ ทำให้เขาเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย และต้องออกจากโรงเรียน ส่วน แดน ที่มีผลการเรียนดีกว่า ได้เข้าศึกษาต่อที่ Oxford University ในสาขาภูมิศาสตร์

หลังจากผิดหวังด้านการศึกษา แซม ก็มุ่งสู่การเป็นคนทำงานเต็มตัว เริ่มจากการทำงานให้กับค่ายเพลง BMG โดยหน้าที่ของเขาคือการเป็นทีมงานเบื้องหลังให้กลุ่มศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปที่โด่งดังที่สุดในโลกในเวลานั้นอย่าง Spice Girls 

แซมทำงานให้กับ BMG เป็นเวลา 3 ปี โดยระหว่างนั้นเขาก็ได้สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับบุคลากรในวงการเพลง, ภาพยนตร์ และรวมถึงเกมไว้มากมาย นั่นทำให้เขามีโอกาสได้ดูตัวอย่างของเกม Race’n’Chase พัฒนาโดยสตูดิโอ DMA Design ทันทีที่ดูจบ แซม ก็ปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้นมาทันที

Race’n’Chase เป็นเกมที่ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นตำรวจหรือโจร โดยต่างฝ่ายต่างก็ต้องรับหน้าที่เป็นผู้ไล่จับและผู้หนี ซึ่ง แซม เห็นว่าการเล่นเป็นตำรวจไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจเลยแม้แต่น้อย คงจะดีกว่าหากตัดการเล่นเป็นตำรวจทิ้งไปเลย แล้วมาเพิ่มรายละเอียดในส่วนของโจรให้มากกว่าเดิม

แซม ได้เสนอแนวคิดนี้ให้ทาง DMA Design พิจารณา และปรากฏว่าทุกคนเห็นด้วย ดังนั้นในปี 1996 แซม ที่อยู่ในตำแหน่ง Head of Development ของ BMG Interactive จึงเข้าไปเป็นผู้จัดจำหน่ายเกม Race’n’Chase ให้กับ DMA Design ก่อนจะเปลี่ยนเกมเป็น Grand Theft Auto (GTA) ในเวลาต่อมา

ลูกบ้าในการขับเคลื่อน GTA และสร้าง Rockstar Games

ถึงแม้ตัวเกมจะเต็มไปด้วยการแสดงออกทางเพศ ความรุนแรง การข่มขืน ขโมยรถ ค้ายาเสพติด การทรมาน และฆาตกรรม ซึ่งผิดจารีตประเพณีของวงการเกมโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งความฮิตติดลมบนของ GTA ได้ ตรงกันข้ามมันกลับกระตุ้นยอดขายให้ถล่มทลายยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยจำนวนกว่า 137 ล้านยูนิต 

เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่ ‘ประสบความสำเร็จ’ แต่มันคือ ‘ปรากฏการณ์แห่งวงการเกม’ 

สิ่งนี้ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน BMG Interactive ได้ขายแผนกเกมให้กับ แซม ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนชื่อมันเป็น Rockstar Games และดึงตัวพี่ชายอย่าง แดน ให้เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ด้วยอีกคน

หลังจากนั้น Rockstar Games ก็สร้างชื่อจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญในอุตสาหกรรมเกมได้อย่างรวดเร็ว และคำว่า Rockstar ก็ไม่ใช่แค่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อความเท่ แต่หากแหวกม่านเข้าไปดูเบื้องหลังการทำงานของบริษัทแห่งนี้ บอกได้เลยว่า ‘แม่-ง Rockstar สมชื่อจริงๆ’ 

พี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ใช้ลูกบ้าเฉพาะตัวในการขับเคลื่อน Rockstar Games อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน พวกเขามักจะเดินไปมาในบริษัทด้วยการแต่งกายราวกับศิลปินฮิปฮอป โดดเด่นด้วยเครื่องประดับชิ้นใหญ่ ชุดกีฬาหลวม ๆ และหมกมุ่นอยู่กับการทำให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูทันสมัย 

หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เคยตั้งฉายาให้กับพี่น้องคู่นี้ว่า “คนบ้างานผู้มีความลับราวกับเจ้าพ่อแห่งฮอลลีวูด”

ไม่ใช่แค่พี่น้องเฮาเซอร์เท่านั้น แต่ที่ Rockstar Games มีการจัดงานปาร์ตี้ที่ให้พนักงานทุกคนเข้าร่วมอยู่บ่อยครั้ง โดยแทบทุกครั้งจะมีการจ้างนักเต้นระบำเปลื้องผ้ามาด้วย

“สำหรับปาร์ตี้วันหยุดในเดือนธันวาคม 2006 ที่นั่นเต็มไปด้วยนักเต้นระบำเปลื้องผ้าในชุดซานต้า พนักงานหนุ่มสาวเฉลิมฉลองด้วยการผลัดกันดื่มช็อตเหล้าอย่างบ้าคลั่ง” เดวิด คุชเนอร์ (David Kushner) อดีตพนักงานของ Rockstar Games กล่าว

นอกจากนั้นในบางครั้งพี่น้องเฮาเซอร์ก็ได้จัดการแข่งขันการกินชีสบอลขึ้นในสำนักงาน และทุ่มเงินรางวัลกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ มอบให้กับผู้ชนะ โดยกำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องกินชีสชุบแป้งทอดขนาดเท่ากำปั้น ในงานยังมีการจัดเตรียมถังสำหรับอาเจียน พร้อมขวดเตกีลาให้ดื่มล้างปากไว้เสร็จสรรพ 

เหตุผลที่บรรยากาศการทำงานของ Rockstar Games ราวกับอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง The Wolf of Wall Street ก็ไม่ปาน ก็เพราะพี่น้องเฮาเซอร์เชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบอย่างสุดขั้ว ชนิดที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดของพี่น้องเฮาเซอร์น่าจะเป็นความจริง เพราะหลังจากก่อตั้งได้เพียงไม่กี่ปี Rockstar Games ก็สร้างกำไรได้นับพันล้าน พร้อมทั้งขยายบริษัทอย่างรวดเร็ว มีพนักงานหลายร้อยคน และมีสำนักงานตั้งอยู่ทั่วโลก

GTA กลายเป็นแฟรนไชส์เกมยอดฮิตที่มีภาคต่อออกมามากมาย ถึงแม้แทบทุกภาคจะมีเสียงวิจารณ์ถึงการหมิ่นเหม่เชิงศีลธรรมอย่างไม่ขาดสาย แต่มันยังคงสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับ Rockstar Games โดยเฉพาะภาค Grand Theft Auto V ที่ทุ่มงบประมาณกว่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับที่ใช้ในการสร้างภาพยนตร์ Avatar และ Harry Potter Half-Blood Prince แต่ภายใน 24 ชั่วโมงแรกที่เปิดจำหน่าย ก็กวาดรายได้ไปแล้วกว่า 815 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเกม และหากนับถึงปัจจุบัน Grand Theft Auto V ทำยอดขายไปแล้วกว่า 155 ล้านยูนิต

และไม่ใช่แค่ GTA เท่านั้น Rockstar Games ยังสร้างสรรค์เกมคุณภาพเยี่ยมออกมาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Red Dead Redemption, Max Payne, Manhunt, L.A. Noire และอีกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกมที่โดดเด่นเรื่องความรุนแรง และมีกลิ่นอายของภาพยนตร์แก๊งสเตอร์อย่างชัดเจน แน่นอนว่าสิ่งนี้เกี่ยวพันกับวัยเด็กของพี่น้องตระกูลเฮาเซอร์อย่างปฏิเสธไม่ได้

อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

ลูกบ้าที่ไม่เหมือนใครของพี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ Rockstar Games ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย อย่างไรก็ตามเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ และสำหรับเรื่องนี้หากพลิกด้านที่อยู่ตรงข้ามกับความสำเร็จขึ้นมาดู ก็จะพบกับความเลวร้ายที่ถูกซุกซ่อนไว้

จิลเลียน เทลลิง (Gillian Telling) อดีตผู้ช่วยของ แดน เฮาเซอร์ เคยออกมาเปิดเผยกับ Wall Street Journal ว่าเขาเคยเรียกเธอว่า ‘โสเภณี’ เพียงเพราะเธอนำเบเกิลจากร้านที่เขาไม่ชอบ มาเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า

ส่วนอดีตพนักงาน Rockstar Games อีกคนที่ไม่เปิดเผยชื่อ ก็เคยออกมาบอกเช่นกันว่า แซม เฮาเซอร์ เป็นชายที่มีพฤติกรรมรุนแรง เขามักจะเขวี้ยงทำลายโทรศัพท์ในสำนักงานเป็นประจำ และมักจะดุด่าพนักงานด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรงต่อเนื่องยาวนานนับชั่วโมง 

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรายหนึ่งเปรียบเทียบสองพี่น้องว่าพวกเขาเหมือนกับ “เด็ก ๆ บนเกาะใน Lord Of The Flies”

มีรายงานว่าพนักงาน Rockstar Games ต้องทำงานหนักมากกว่า 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยในปี 2007 มีพนักงาน 2 คนฆ่าตัวตาย ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญใน Rockstar Games ก็ตาม

ส่วนพี่น้องเฮาเซอร์ก็เหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ เพราะหลังจากเกิดเรื่องนี้ แทนที่จะหาทางเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต พวกเขากลับจ้างนักบำบัดทางจิตวิญญาณมาทำการไล่ผีในที่ทำงาน

“เธอสวมเสื้อผ้ายาวและพลิ้วไหว โดยมีผู้ช่วยลากจูง แกว่งคริสตัลจากเชือก ในขณะที่เธอย้ายจากโต๊ะทำงานหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่ง” Wall Street Journal ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ในภายหลัง

นี่คือแรงสั่นสะเทือนภายในที่ Rockstar Games เลือกปกปิดมันไว้ด้วยความหวือหวาและงานปาร์ตี้ ซึ่งความเลวร้ายยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะพี่น้องเฮาเซอร์ยังถูกโจมตีจากแรงสั่นสะเทือนภายนอกด้วยอีกทาง

หลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ (Columbine High School) ประเทศสหรัฐอเมริกา ​และการสังหารหมู่อื่น ๆ อีกหลายครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ GTA และ Rockstar Games ตกเป็นจำเลยสังคมทันที พวกเขาโดนกล่าวหาว่าความรุนแรงภายในเกมคือสิ่งกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้

จุดต่ำสุดของพวกเขาเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อพวกเขาถูกประณามโดยวุฒิสมาชิกฮิลลารี คลินตัน (Hilary Clinton) ต่อหน้าคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐของสหรัฐอเมริกา (The U.S. Federal Trade Commission: FTC) เมื่อมีการค้นพบฉากลามกอนาจารที่เป็นความลับในเกม GTA: San Andreas ทำให้ Rockstar Games ต้องเสียค่าปรับหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ใช้ในการโจมตี GTA คือการที่พวกเขาจ้าง แม็กซ์ คลิฟฟอร์ด (Max Clifford) มาเป็นหนึ่งในทีมงานโปรโมตเกม ทั้ง ๆ ที่ชายคนนี้เคยมีความผิดในข้อหาทำร้ายร่างกายเด็กหญิงและสตรี 4 คน อายุระหว่าง 15-19 ปี มีข้อกล่าวหามากถึง 8 กระทง 

แล้วแต่คุณจะคิด

ถึงแม้จะโดนโจมตีจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ GTA ออกวางจำหน่ายในปี 1997 แต่มันก็เป็นเพียงพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ให้คนในสังคมถกเถียงกัน ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่าสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการประสบความสำเร็จของ Rockstar Games และความร่ำรวยมั่งคั่งที่พี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ได้รับเลยแม้แต่น้อย

ทั้งแดน และ แซม เฮาเซอร์ ต่างมีทรัพย์สินมากกว่าคนละ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีชื่อเป็นเจ้าของคฤหาสน์ขนาด 11 ห้องนอนในบรูคลิน นิวยอร์ก ซึ่งในอดีตเคยเป็นของ ทรูแมน คาโปเต (Truman Capote) ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง Breakfast at Tiffany’s

ในปี 2009 แดน และ แซม เฮาเซอร์ ได้รับเลือกให้เป็น 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดประจำปี 2009 ของนิตยสาร Time ก่อนที่ในปี 2020 ทั้งคู่จะลาออกจาก Rockstar Games และมาก่อตั้งบริษัทใหม่ 2 แห่งในชื่อ Absurd Ventures LLC และ Absurd Ventures in Games LLC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Altrincham

แต่หากจะบอกว่าพี่น้องตระกูลเฮาเซอร์ไม่ได้รับผลกระทบจากการวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคมเลย ก็คงไม่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งคู่พยายามถอนตัวจากสายตาของสาธารณชน โดยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ตัวเองอยู่พอสมควร

โดยย้อนกลับไปในปี 2012 พวกเขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อยักษ์ใหญ่ The Newyork Times เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ยุติธรรมหรือไม่ที่จะบอกว่าเกมของคุณเป็นการเสียดสีวัฒนธรรมอเมริกัน?”

“ผมคิดว่ามันยุติธรรม ที่จะบอกว่าพวกเขาอยู่ในโลกที่เสียดสีวัฒนธรรมสื่อของอเมริกา”

“มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับการปฏิบัติต่อผู้หญิงในเกมของคุณ คุณมีความคิดเห็นอย่างไร?”

“ในเกมที่เกี่ยวกับพวกอันธพาลและชีวิตข้างถนน มีโสเภณีและนักเต้นระบำเปลื้องผ้า หากจะถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ผมไม่คิดว่าเรามีความสุขกับการทารุณผู้หญิงเลย ผมแค่คิดว่าในโลกแห่ง GTA นั้นเหมาะสม” คำตอบของผู้สร้างหนึ่งในเกมที่ประสบความสำเร็จและอื้อฉาวที่สุดในโลก

ส่วนคำตอบของคนอื่นในสังคมจะเป็นอย่างไร…ก็คงแล้วแต่คุณจะคิด

แหล่งอ้างอิง:
https://www.dailymail.co.uk/news/article-2424174/Grand-Theft-Auto-Brothers-Sam-Dan-Houser-100m-killing-turning-couch-potatoes-virtual-bank-robbers.html?fbclid=IwAR1OHu7WlkvRhFF5Sv62F8gqeWtOG9PVJEba4aiYbhacuYZwT-0fB9lQSP4
https://www.theguardian.com/technology/2012/nov/12/grand-theft-auto-v-older-wiser
https://www.nytimes.com/2012/11/10/arts/video-games/q-and-a-rockstars-dan-houser-on-grand-theft-auto-v.html
https://www.pcgamer.com/rockstar-made-millions-selling-scotlands-natural-export-dark-comedy/
https://www.ft.com/content/ddbffba4-2152-11e3-a92a-00144feab7de
About Author
AUTHOR
เชื่อมั่นใน The Sandbox แล้วเราจะ To the Moon ไปด้วยกัน (หรือเปล่า?)
Graphic
กราฟิก สตรีมเมอร์ และคนคลั่งรัก มักในเนื้อแต่ไม่กินซอยจุ๊