น่าสนใจว่า เราหลายๆ คนรู้จักและจดจำ ‘ปิ่นอมยิ้ม’ แตกต่างกันออกไป บางคนรู้จักเธอในฐานะไอดอลที่กรีดสายกีตาร์อยู่บนเวที หรืออาจในฐานะหญิงสาวที่หลงใหลการแต่งตัวคอสเพลย์กับมังงะญี่ปุ่น, เป็นยูทูบเบอร์ที่พาเราสำรวจชีวิตประจำวันและหลากประเด็นที่เธอสนใจ ตลอดจนการเป็นนักแคสต์เกมที่เพิ่งพาเราตะลุยจักรวาลแดนเถื่อนจาก Dead by Daylight พร้อมยอดคนดูอย่างต่ำ 17,000 คน 

ทั้งหมดนี้นับเป็นอาชีพที่ ‘ปิ่น-ธัญชนก ปการัตน์’ ทดลองทำมาแล้วทั้งสิ้น มากกว่านั้น มันเรียกร้องทักษะจากเธอหลากหลาย ไม่ซ้ำรูปแบบ ยังไม่นับว่าในอนาคตเธอกำลังขยับไปสู่การเป็นนักแสดงที่เรียกร้องทักษะด้านอื่นๆ จากเธออีก และการจะทำแบบนี้ได้ไม่ใช่เพียงแค่อุทิศเวลา แต่ปิ่นบอกเราว่ามันใช้ทั้งความพยายาม ความอยากทดลอง ตลอดจนหัวใจใส่ลงในเนื้องานแต่ละชิ้น แต่ละอย่าง

บทสนทนาของเราลัดเลาะจากเรื่องราวสมัยเธอเป็นไอดอล ขยับมาสู่การเป็นนักแคสต์เกม ไปจนถึงก้าวใหญ่ข้างหน้าที่เธอวาดฝันอยากเป็นนักแสดงซีรีส์ แต่มากกว่านั้น ระหว่างทางเรายังสนทนากันถึงเรื่องชีวิต ไล่เรื่อยไปจนถึงความสนใจในฐานะอดีตเด็กรัฐศาสตร์เจ้าของคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สำรวจความซับซ้อนของโลกที่เรา -ในฐานะคนรุ่นใหม่- กำลังเผชิญและการตั้งคำถามสำคัญผ่านสายตาของไอดอล-นักแคสต์เกมสาวผู้สนใจและพยายามตั้งคำถามต่อโลกเสมือนในเกมมาจนถึงโลกแห่งความจริง เท่ากันกับที่พยายามสนุกกับมันด้วย


เห็นก่อนหน้านี้เป็นไอดอลที่เล่นดนตรี แคสต์เกม ทำไมทำหลายอย่างมากเลย

ตั้งแต่เด็กๆ เราชอบเล่นเกมกับพี่ชายมาตลอด แล้วพอเล่นก็สนุก อยากให้คนอื่นมาดูเราเล่นเกมหรือชวนคนอื่นมาเล่นกับเรา หรือไม่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเล่นอยู่กับเรา ก็เลยอยากแคสต์เกม ได้มีคนดูมาคอยเชียร์ คอยแนะนำ ร่วมเล่นกับเราเยอะๆ แล้วเราว่ามันก็สนุกดี

แต่จุดเริ่มอาชีพจริงๆ ของเราคือการเริ่มคอสเพลย์ เราเป็นเด็กติดการ์ตูนมาก วันแรกที่ไปคอสเพลย์นี่เกิดไอเดียอะไรไม่รู้ อยากจะแต่งตัวคอสเป็น ชิบุยะ ริน จากเรื่อง THE iDOLM@STER ไปเดินงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ แล้วตอนนั้นไม่มีใครรู้จักเราเลย แต่พอไปวันนั้นก็มีตากล้องมารุมถ่ายเยอะมาก (หัวเราะ) ตอนนั้นตกใจมาก โพสต์ก็ไม่เป็น แข็งไปหมดเพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยเจอคนเยอะ ปกติก็เป็นเด็กเรียน เรียนหนังสืออย่างเดียว เลยเป็นวันแรกที่เปิดโลกเลย วันนั้นมีคนแอดเฟสบุ๊คมาเยอะมาก 

จากนั้นเลยมีคนติดต่อมาถ่ายรูปเรื่อยๆ เราก็ออกไปถ่ายเรื่อยๆ เหมือนกัน ก็ค่อยๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วที่ผ่านมา เราทำลงดนตรีเป็นวงคัฟเวอร์มาก่อนด้วย แล้วค่อยไปเป็นไอดอล

ก่อนหน้านั้นเล่นดนตรีมาก่อนไหม

ไม่เลยค่ะ (หัวเราะ) เล่นแต่วงโยธวาทิต เป่าทรัมเป็ต ตอนนั้นไปเดินวงโยฯ ร้อนๆ ไปแข่งด้วยนะ คนละสไตล์กับการเป็นไอดอลเลย

พอทำหลายๆ อย่างพร้อมกันโดยที่แต่ละอย่างใช้ทักษะไม่เหมือนกันเลย ทั้งฝึกเล่นดนตรี โพสต์ท่าถ่ายรูปไปจนถึงการแคสต์เกม ฝึกฝนตัวเองยังไง

(คิด) เราใช้วิธีทำบ่อยๆ พอทำบ่อยๆ เข้าก็เริ่มชินกับมันแล้วค่อยๆ ปรับให้มันดีขึ้น อย่างตอนแรกเราทำยูทูบ คลิปแรกนี่พูดไม่รู้เรื่องเลย (หัวเราะ) เราไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงเพราะอยู่คนเดียว พูดกับใคร รู้สึกมันยากมากแล้วตอนนั้นก็คิดว่าทำไม่ได้แน่เลย แต่พอทำไปหลายๆ คลิปเข้าก็เริ่มเข้าใจว่ามันไม่ได้มีอะไรยาก แค่ทำให้บ่อยขึ้น แล้วก็๋จะเริ่มเรียนรู้กับมันไปเรื่อยๆ

หรืออย่างการเป็นไอดอลก็ต้องฝึกฝนมากๆ เรามีส่วนเล่นดนตรีคือกีตาร์ไฟฟ้าด้วย เราไม่เคยจับกีตาร์ไฟฟ้ามาก่อนเลย มาเล่นตอนที่เป็นไอดอลนี่แหละ เลยต้องฝึกใหม่หมดเลย จะเจ็บนิ้ว ระบมนิ้วก็ต้องเล่นต่อไปจนกว่าจะเล่นได้ เพราะทางวงเขาก็บอกว่าวันนี้ต้องขึ้นเพลงนี้ให้ได้นะ ฉะนั้นเราก็ต้องเล่นให้ได้ภายในวันนั้น

แล้วตอนนั้นเรียนอยู่ด้วยนะ (หัวเราะ)


อย่างการแคสต์เกมมันมีทักษะอะไรที่เราไม่รู้มาก่อนไหมว่าต้องใช้ด้วยเหรอ

การพูดให้ชัดค่ะ (หัวเราะ) เราเป็นคนพูดไม่ชัดเลย ใครก็ทัก เพราะพูดเหน่อขึ้นจมูกด้วยมั้ง ก็เลยพยายามปรับพูดให้ชัดขึ้น ให้น่าฟังขึ้น เรานั่งดูที่ตัวเองสตรีมแล้วนั่งฟังว่าตรงไหนที่เราควรแก้ ค่อยๆ ฝึกพูดมากขึ้น

มีนักแคสต์เกมที่เราชอบมากๆ ไหม อยากเอาเป็นตัวอย่าง

เราเป็นติ่งพี่เอก (Heartrocker) ค่ะ (หัวเราะ) เริ่มดูพี่เขามาตั้งแต่เรียนปี 1-2 จริงๆ พี่เอกเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากแคสต์เกม เพราะว่ามีช่วงหนึ่งที่เราหดหู่มาก แล้วก็ใช้วิธีดูแคสต์เกมตอนกินข้าวเพื่อให้ตัวเองกินข้าวได้ในตอนนั้น คือดูพี่เอกเล่นเกมนี่แหละค่ะ ตอนนั้นพี่เขาแคสต์เกมผีด้วยนะแต่ดูแล้วมีความสุขมาก (หัวเราะ)

พี่เอกเขาสร้างความสุขให้คนอื่น เราก็อยากสร้างความสุขให้คนอื่นแบบที่เขาสร้างไว้ให้เราเหมือนกัน

ปิ่นเล่นเกมอะไรบ้าง

ตั้งแต่เด็กๆ เราก็เล่นเกมเพลย์สเตชั่น 1-2 พวกเกม Final Fantasy ภาคแรกๆ ที่ตัวยังเหลี่ยมๆ แล้วก็ Chocobo Racing, Harvest Moon เป็นต้นค่ะ หรือพวกเกม Dead by Daylight เราก็เล่นตามพี่เอกนะ ซึ่งเราเล่นไม่เก่งเลย

มีเกมที่รู้สึกว่าตัวเองเล่นได้ดีมากๆ ไหม สามารถเข้าแข่ง E-Sports ได้

ตอบได้ไหม (หัวเราะ) เกม Chocobo Racing คือมันเป็นเกมเก่ามาก ไม่น่ามีใครเล่นแล้วล่ะ แต่เรามั่นใจว่าเราชนะที่หนึ่งของประเทศแน่นอน คือมันมีด่านสุดท้ายที่ยากที่สุด ไม่มีผนังกั้นขอบทาง แล้วเราขับไม่ตกเลยนะ (ทำหน้ามั่นใจมาก)

นี่คือจะโม้ได้ไหมอะ เราเอาชนะทุกคนได้ มั่นใจในเกมนี้มาก


อยากให้เล่าคุณสมบัติของการเป็นสตรีมเมอร์หน่อย คิดว่าต้องมีอะไรบ้าง

(คิด) ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นตัวเรา เราต้องเล่นเกมยังไงให้เป็นตัวเรา อย่าไปฝืนเล่นอย่างเกมนี้ดังนะ แกต้องเล่น เล่นเกมนี้คนต้องมาดูแน่นอน มันก็ไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเราไม่สนุกกับเกมคนดูก็ไม่สนุก เราเลยพยายามเลือกเกมที่เล่นกับเพื่อนแล้วมันสนุกจริงๆ บางทีไม่ได้สตรีมแต่เล่นกับเพื่อนแล้วรู้สึกว่า ถ้าตอนนี้สตรีมอยู่น่าจะสนุกมากแน่เลย 

คุณทำงานหลากหลายมาก ค้นหาตัวตนยังไงว่าชอบงานแบบไหน

(คิด) เราเป็นคนประเภทเป็ด คือทำไปเรื่อย ทำทุกอย่าง ค่อยๆ ลองดู อันไหนน่าสนใจก็ลองทำดูก่อน พอทำเสร็จแล้วก็จะรู้เองว่าชอบหรือไม่ชอบ

เคยพูดไปในรายการหนึ่งว่า เคยไปค่ายวิทยาศาสตร์เพราะตอนนั้นคิดว่าตัวเองที่ชอบวิชาเคมีมากๆ เนี่ยชอบวิทยาศาสตร์แน่ๆ แต่พอเข้าไปในค่ายแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่เลย ใจเรามันไม่อยู่ตรงนี้ อย่างการเป็นยูทูบ เป็นไอดอล มันก็มีความรู้สึกแตกต่างกันไปนะ แต่พอมาเป็นนักแสดงมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราอยากทำมาตั้งนานแล้ว และรู้สึกชอบด้วย

เด็กยุคนี้มักรู้สึกว่าตัวเองเป็นเป็ดเยอะมาก คือทำได้กว้างแต่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งจนสุดทางสักอย่าง มองว่าเป็นข้อดี ข้อด้อยยังไงไหม

สำหรับเรานะ ในยุคปัจจุบันนี่เราว่าการเป็นเป็ดมันเป็นเรื่องดีนะ เพราะโลกตอนนี้มันกว้างมาก คนที่ทำอะไรได้หลายอย่างมันสามารถหยิบจับโอกาสได้หลายอย่างมากกว่าคนที่แหลมอยู่ด้านเดียว เราไม่ต้องเสียใจว่าเราไม่ได้เก่งที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ให้เราภูมิใจว่าเรามีความสุขและทำอะไรได้หลายๆ อย่างมากกว่านะ 

แต่ถ้าถามเราว่าเราอยากเก่งที่สุดในด้านใดด้านหนึ่งไหม (คิด) เราก็มองว่าเราอยากจะเก่งหลายๆ ด้านแล้วก็ค่อยๆ พัฒนาแต่ละด้านให้มันดีดีกว่า

ที่หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเอง ด้านหนึ่งมันอาจเป็นเพราะมักเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นด้วย ปิ่นเคยเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นไหม

บ่อยมาก (ตอบเร็ว) คือความที่โซเชียลมันเข้าถึงทุกคนทำให้เราอดเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นยากมาก เหมือนพอเราเห็น เราก็คิด แล้วพอคิดเสร็จซึ่งเราเป็นคนคิดมากด้วย ก็ยิ่งเปรียบเทียบ แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็เรียนรู้และคิดได้ว่า หยุดก่อน คือเราเปรียบเทียบได้นะ แต่ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าเราเปรียบเทียบแล้วมารู้สึกแย่ ให้เราเปรียบเทียบในเชิงว่า ถ้าเราอยากทำได้อย่างนั้น เราควรหาขั้นตอนว่าทำยังไงให้ไปถึงจุดนั้นได้ถ้าอยากเป็นแบบนั้น 

ใช้เวลานานไหมกว่าจะก้าวข้ามเรื่องพวกนี้

นานมาก เราเคยเป็นซึมเศร้าแล้วเข้าไปปรึกษาหมอจิตวิทยาที่จุฬาฯ เพราะว่าตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ร้องไห้ตลอดเวลาเลย เครียดมากแล้วหาสาเหตุไม่ได้ หมอเขาก็ถามไปเรื่อยๆ สุดท้ายหมอสรุปว่าตอนนี้เรากำลังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับทุกคนอยู่นะ ให้เปลี่ยนวิธีคิด เราเลยค่อยๆ ดีขึ้นจากการเปลี่ยนวิธีคิด

คือมันก็กินเวลานานและยากนะ เพราะบางทีมันก็ห้ามความคิดตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องรู้ว่าความคิดของเราเป็นของเรานะ เราต้องควบคุมมันให้ได้ อย่าปล่อยให้มัน toxic กับเรามากไป


ตอนนี้ทำงานเป็นคนสาธารณะแล้ว เป็น public figure คุณเคยเจอกับความล้ำเส้นของคนอื่นไหม ถ้าเคยนี่รับมือยังไง

เจอทุกวันค่ะ (หัวเราะ) ในช่วงแรกๆ ก็รับมือค่อนข้างยากเหมือนกัน ยิ่งคนที่เพิ่งเคยมีคนมาติดตามเยอะจะเริ่มเจออะไรแปลกๆ อย่างเราเจอมาหลายปีแล้วก็เริ่มรับมือได้ เราเคยเจอสตอล์คเกอร์ (Stalker) มาตามในสถานที่ต่างๆ ทักมาหาตลอดเวลา ทำให้เราเรียนรู้จะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น 

อันดับแรก แนะนำทุกคนไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง ว่าอย่าลงโซเชียลแบบเรียลไทม์ 

ส่วนเรื่องการรับมือ ถ้าอันไหนที่มากเกินไป แล้วเรารู้สึกไม่โอเค แนะนำว่าทักไปเตือนเลย สำหรับคนที่คิดว่าเรายังเตือนได้นะคะ บางคนเขาก็หลุดโลกไปแล้ว อย่างตอนที่เราทักไปเตือน เขาก็ขอโทษกลับมานะคะ มีทั้งคนที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวเลยก็มี

อีกอย่างคือให้ใช้หลัก ‘ช่างแม่ง’ ค่ะ (ยิ้ม) พี่คนนึงสอนมา เพราะถ้าไม่ช่างแม่งแล้วเก็บมาคิด คนที่มันพิมพ์อะไรใส่เรามา เขาก็ไม่รู้ด้วยกับเราแล้วนะ เขาก็พิมพ์ใส่เราแล้วก็ลั้นลา ใช้ชีวิตของเขาไป แต่เราต้องมารับผลกับคำพูดของเขาแทน 

คุณแบ่งเส้นไว้ตรงไหน ว่าตรงนี้คือล้ำเส้นแล้วนะ

อย่างการเข้ามาในชีวิตส่วนตัวเรามากไป (คิด) โทรศัพท์มาหา หรือตามไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งมันไม่ใช่เวลาที่เราจะไปเจอคน มันเป็นเวลาส่วนตัวของเรา หรือบางคนก็ทำเหมือนสนิทกับเรามาก แล้วไปคุยกับคนอื่นๆ แล้วเขาทำแบบนี้เป็นวงกว้างด้วย เราก็ต้องเตือนว่าไม่ได้นะ คนจะเข้าใจผิดได้ คิดว่าเราไปสนิทกับเขาแล้วมีผลประโยชน์อะไรตามมาไหม เราก็ไม่แน่ใจ แต่ต้องเตือน

เราอยากให้คนพิมพ์คิดก่อนว่าจะพิมพ์อะไรก็เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ถ้ามีคนมาพิมพ์แบบนี้กับคุณ กับแม่ กับลูกสาว จะรู้สึกยังไง คิดให้มันถี่ถ้วนก่อนจะพิมพ์ แต่ก็ไม่รู้จะเตือนยังไงนะเพราะมันก็เยอะเหมือนกัน เราก็ทำได้แค่บล็อคไป


เห็นเคยบอกว่าความเป็นคนเล่นเกม ทำให้ตั้ง achievement ของตัวเองเป็นเควสต์ต่างๆ ตอนนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม

เป็นอยู่ตลอดค่ะ เราเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิตเพราะจะได้วางเส้นทางถูกว่าในเดือนนี้ๆ เราต้องทำอะไรบ้าง ปีนี้ควรทำอะไรได้แล้ว อะไรที่สำเร็จแล้วเราก็จะภูมิใจว่า โอเค ทำได้แล้วนะ 

เควสระยะสั้นที่ตั้งไว้ตอนนี้คือการแสดงซีรีส์ค่ะ แต่ตั้งไว้ย่อยๆ ว่าแสดงให้ดี ให้ไม่กลับมาดูแล้วรู้สึกว่า โอ๊ย ทำไมทำแบบนี้ (หัวเราะ) พยายามจะไม่เป็นแบบนั้น อย่างตอนนี้ก็ออกกำลังกายเพื่อช่วยในการแสดงนี่แหละค่ะ มีวิ่ง ว่ายน้ำ เวตเทรนนิ่งต่างๆ ถ้าเป็นเควสระยะยาว เราอยากซื้อบ้านให้ที่บ้าน สร้างบ้านเองให้คุณพ่อ คุณแม่และพี่ชายค่ะ ระยะยาวตอนนี้น่าจะมีเควสคฺเดียว 

มีเควสต์อื่น ๆ เช่น อยากเป็นคนแคสต์เกมที่ดังที่สุด หรือเป็นที่จดจำที่สุด อะไรแบบนี้ไหม

จริงๆ แล้ว ตอนนี้เท่าที่คิดออกนะ คืออยากเป็นนักประดิษฐ์ค่ะ

…มาจากไหน

(หัวเราะ) ดูไม่เกี่ยวเลยใช่ไหมคะ แต่เราอยากประดิษฐ์อะไรก็ได้ เราไม่ค่อยสนใจเรื่องความดังหรือไม่ดังเท่าไหร่ แต่ก็อยากเป็นที่จดจำว่าได้ประดิษฐ์สิ่งของอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วมันเป็นสิ่งของของเรา 

คือตอนเด็กเราเป็นคนชอบประดิษฐ์มาก ที่บ้านจะมีชั้นวาง เราจะประดิษฐ์ของอย่างเอาของต่างๆ นู่นนี่มาต่อกัน ติดกันทำให้มันเป็นของขึ้นมา เราก็ยังอยากทำแบบนั้นอยู่ อยากมีชื่อเป็นคนที่ประดิษฐ์อะไรสักอย่างขึ้นมา


ทราบมาว่าปิ่นเรียนรัฐศาสตร์ด้วย มันส่งผลต่อวิธีคิดอะไรเราไหม

เปลี่ยนมากเลย พอเรียนรัฐศาสตร์เรามองโลกกว้างขึ้น ลึกขึ้น จากเมื่อก่อนเคยมองแค่สองมิติ ก็เป็นสามมิติ มันเห็นทั้งระบบมากขึ้น

ขอถามอะไรเพิ่มเติมในเชิงวิชาการได้ไหม

ได้เลยค่ะ! (ตอบเร็ว หัวเราะ)

ชอบทฤษฎีอะไรมากที่สุด

ยากเลย เพราะชอบหลายทฤษฎีมาก (คิดนาน) ชอบทฤษฎีที่พูดถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism) เพราะตัวทฤษฎีมันมีความเข้าใจมนุษย์จริงๆ แต่ทฤษฎีอื่นก็เข้าใจมนุษย์เหมือนกันนะคะ แค่ว่าเวลาเราอ่านทฤษฎีนี้แล้วรู้สึกอิน เข้ากับเรามากที่สุดมั้ง มันไม่มีการตัดสินจากตัวผู้เขียนหรือตัวคนที่เชื่อในทฤษฎีนี้ แต่จริงๆ มันก็ซับซ้อนนะ เขียนเปเปอร์แต่ละทีนี่หาอ่านแล้วหาอ่านอีก 

ตอนเรียนเขียนถึง เอมีล ดูร์คายม์ (นักทฤษฎีสังคมวิทยาสมัยใหม่) บ่อยมากเลย (หันไปเสิร์ชกูเกิลเรื่องดูร์คายม์ในคอมพิวเตอร์) นี่จบมาปีหนึ่งแล้วค่ะ แล้วลืมไปหมดแล้ว เสียดายมาก (หัวเราะ) คืนอาจารย์ค่ะ

ทำไมสอบเข้ารัฐศาสตร์

เราไปอ่านหลักสูตรรัฐศาสตร์ของจุฬาฯ ว่าเขาเรียนอะไรกัน แล้วก็รู้สึกว้า ว้าว มันน่าเรียนนะ คือมันเกี่ยวกับสังคมกับมนุษย์ และมีความเป็นจิตวิทยาที่ใหญ่ด้วย จิตวิทยามันเรียนเป็นปัจเจก แต่อันนี้เหมือนเราเรียนจิตวิทยาสังคม องค์รวมแล้วเข้าใจอะไรมากขึ้น


เป็นไปได้ไหมว่าสภาพสังคมที่ผ่านมามันหล่อหลอมให้คุณอยากเข้าใจสังคมมากขึ้นและลงเรียนรัฐศาสตร์

(คิด) เกี่ยวนะคะ สิ่งแวดล้อมทุกอย่างมันคือการเมืองหมด เราพยายามพูดตลอดว่า ไม่ว่าคุณจะดื่มน้ำ ออกไปข้างนอก ทุกอย่างมันคือการเมืองหมดเลย มันมีคลิปวิดีโอหนึ่งอธิบายว่า ที่คนกรุงเทพฯ ยังโสดอยู่เพราะสาธารณะมันไม่มีพื้นที่ให้คนได้มีความรัก อันนี้เราชอบมาก 

ฉะนั้นเลยอยากบอกว่าทุกอย่างมันเกี่ยวกับการเมืองหมดนั่นแหละ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราเข้าเรียนรัฐศาสตร์ เพื่อจะได้เข้าใจว่ามันจะเกี่ยวจริงๆ เหรอวะ เพราะคนเราก็ใช้ชีวิตต่างคนต่างใช้ชีวิตไป มันจะมาเกี่ยวข้องได้ยังไง แต่พอได้เรียนก็พบว่าทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกันหมดเลยจริงๆ นะ

คืออย่างบ้านเรา ที่บ้านก็ค่อนข้างกลางๆ ไม่ได้ร่ำรวย คุณพ่อเคยร่ำรวยมาก่อนค่ะแต่มีวิกฤติเศรษฐกิจทำให้บ้านต้องบริหารเงินให้ดีๆ แต่ตอนนี้มีพี่ชายกับเราคอยทำงาน สถานการณ์จึงดีขึ้น 

แต่สุดท้าย พอเราเห็นพี่ชายตัวเองเราก็เห็นใจนะ เขาทำงานที่บ้าน work from home เช้าถึงตีหนึ่งเลย เราก็สงสัยว่าทำไมพี่ชายต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้เลยถามเขาว่ามีความสุขไหม เพราะเขาไม่ไปเที่ยวเลย นั่งทำงาน บางทีทำงานถึงวันเสาร์-อาทิตย์เลย แล้วพี่ชายก็บอกว่าไม่มีหรอก ถ้าเขาตายไปก็ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ตอนนั้นเราก็คิดแล้วล่ะว่าพี่ชายเราขนาดนี้เลยเหรอ เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ นะ พี่บอกว่าถึงตายไปบริษัทก็จะมีคนใหม่มาแทนเขาได้อยู่ดี เราเลยรู้สึกว่าทำยังไงให้พี่ชายเราไปได้มากกว่านี้ เพราะเขาทำงานแบบนี้มาตลอดแต่เงินเดือนเท่าเดิม แต่ยังต้องทำต่อไปเพราะว่าไม่งั้นไม่มีเงิน แล้วก็บอกว่าไม่รู้จะเจริญไปมากกว่านี้ไหม เขาพยายามทำอยู่และได้เท่านี้

มันเหมือนเราเลยเห็นทุนนิยมในบ้านตัวเองตลอดเวลา เราพยายามเสนอหนทางอื่นให้พี่นะ แต่มันยากแหละ 

คุณดูไม่ค่อยกลัวที่จะพูดหรือแสดงความเห็นเรื่องการเมืองทั้งที่ก็เป็น public figure 

อันดับแรก ถ้าเราจะพูดอะไรเราต้องมีเหตุผลก่อน พูดอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง พยายามอย่าไปพูดอะไรที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ (คิดนาน) เวลาเราจะพูดอะไรสักอย่างเราต้องคิดดีๆ ว่ามันกระทบใครบ้าง ถ้ามันกระทบคนอื่นให้เดือดร้อนก็ต้องคิดดีๆ 

แล้วบางทีเราพูดในที่สาธารณะ พยายามอย่าใส่อารมณ์มากเกินไป ด้วยความที่มีคนพร้อมจะจับตาดูเราตลอดเวลา เราต้องพูดอะไรที่คิดเยอะๆ ไตร่ตรองดีๆ และรอบคอบ อย่าใส่อารมณ์ ให้เห็นข้อเท็จจริง ให้คนที่เขาไม่พร้อมจะเข้าใจเรา ไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเรา เขาอ่านแล้วรู้สึกว่าอยากจะเข้าใจให้มากขึ้น ไม่ใช่อ่านแล้วหนักกว่าเดิม

เราพยายามสื่อสาร คิดอย่างรอบคอบตลอดค่ะ


ในฐานะคนเจนเนอเรชั่นใหม่ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นจริง

ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาอันดับหนึ่งของไทยเลย เราจะเศร้าใจมากเวลาไปซื้อของแล้วเจอลุงกับเด็กที่ไม่มีรองเท้าใส่ หน้ากากกันไวรัสก็เก่ามาก เรารู้สึกว่าทำไมมันถึงได้แตกต่างขนาดนี้ คนที่ไม่มีก็คือไม่มีเลย คือเท่าที่เราช่วยได้เราก็จะซื้อของให้เขาในตอนนั้น แต่ก็คิดแหละว่าถึงเราให้เขาไปในวันนี้ มันก็ต้องหมดสักวัน และเขาก็ต้องแย่อีก เราก็เศร้าแล้ว เป็นไปได้ก็อยากให้เขาอยู่ได้ บางคนเขาอยู่ไม่ได้เลยนะ ยิ่งโควิด-19 มานี่ยิ่งไม่มีเงินเลย มันเป็นปัญหาที่ยากมาก ไม่รู้จะแก้อย่างไร 

ด้วยความที่เรียนรัฐศาสตร์มา บางทีเราก็นั่งคิดนะว่าถ้าเราต้องเขียนเปเปอร์ส่งอาจารย์ จะต้องเขียนอย่างไร อันนี้เราคิดเองเล่นๆ นะว่าถ้าอาจารย์สั่งให้เขียนเปเปอร์ว่า จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ทำยังไง ก็คิดยากมาก ทำไม่ได้ เพราะมันไล่มาตั้งแต่การศึกษามาจนทุกอย่าง แต่เราคิดว่าอันดับแรกมันควรจะเป็นเรื่องการศึกษาก่อน ว่าต้องปลุกปั้นให้เด็กรุ่นใหม่ไปให้ไกล

กลับมาที่ career path มองเส้นทางอาชีพตัวเองยังไงบ้างแล้ว

มันเหมือนได้เติมเต็มสิ่งที่อยากทำ เวลาเราทำอะไรสักอย่างเราใช้ใจทำ เราอยากทำ แล้วพอได้ทำก็รู้สึกว่าโอเค เราทำได้ เราทำสำเร็จ ก็ค่อยๆ ก้าวไป พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่เป็นเด็กคอสเพลย์ เดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จนตอนนี้คือถ้าจะถ่ายแบบเราก็ต้องจ่ายเงินนะ (หัวเราะ) 

ถือว่าตัวเองพัฒนามาค่อนข้างดีอยู่ ภูมิใจในตัวเองค่ะ จะพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ อยากเห็นปีหน้าของตัวเองดีกว่าปีนี้

About Author
บทความโดย
พิมพ์ชนก พุกสุข