เฟม – ศุภณัฐ วรรณแสงขำ | Ffame



ศตวรรษที่ 21 คือโลกของมนุษย์ multi-talent อย่างแท้จริง ใครคนหนึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง หากมีทักษะครอบคลุมใน ‘ทางกว้าง’ ทำงานได้หลากหลายหน้าที่ และบทบาท ใช้ความสามารถที่มีมารวมกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเอง

เฟม – ศุภณัฐ วรรณแสงขำ หรือที่แฟนอีสปอร์ตคุ้นเคยในชื่อ Ffame, อาจารย์เฟม คืออีกตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าเมื่อประตูแห่งโอกาสเปิดมากกว่าหนึ่งบาน บางคนก็ไม่จำเป็นต้องเลือกเข้าไปเพียงบานเดียว…


● กล้าแสดงออก กล้าเดินไปหาโอกาส
ก่อนจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมก็เรียนครับ เพิ่งเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์มาเลย ช่วงระหว่างที่ผมเรียนประมาณปี 3, ปี 4 ผมเริ่มแข่งเกมในช่วงที่เกม PUBG เปิดใหม่ๆ มีโอกาสเข้ามาแข่งแบบออฟไลน์ในรายการที่ Esports Alliance (EA) เขาจัด ก็แข่งมาเรื่อยๆ จนเรียนจบ

ขอเล่าแบบนี้ว่า เราเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กไม่เรียนแต่เน้นไปพรีเซนต์หน้าห้อง พูดง่ายๆ คือผมกล้าแสดงออก(ยิ้ม) จริงๆ แล้วผมมีความฝันคือการเป็นนักพากย์ฟุตบอล เพราะผมชอบดูฟุตบอล เคยเป็นนักฟุตบอลด้วย แต่เพราะเจ็บเรื้อรังก็เลยหันมาอยากเป็นนักพากย์ฟุตบอลจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่เกม เวลาในมหาวิทยาลัยเขามีจัดแข่งเกมฟุตบอล ผมก็ไปพากย์เล่นๆบ้าง มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นจากตรงนั้น แล้วพอเรียนจบได้ประมาณเดือนหนึ่ง ทาง EA เขาเปิดรับสมัครแคสเตอร์พอดี ผมก็สมัครเลย เขาก็ลองให้เทสต์ดู ตอนนั้นคิดว่า เราเองก็รู้ทุกอย่างในเกม เพราะเราเคยแข่งมาก่อน ก็ได้เปรียบนิดนึงด้วยมั้งครับ

● ครั้งแรกของแคสเตอร์ที่ชื่อ Ffame
งานแรกที่ได้รับมอบหมายให้พากย์คือคัดเลือกโปรลีกของ PUBG ซีซันแรกเลย เป็นการเตรียมจะก่อตั้งลีกครั้งแรกในประเทศไทย และในไทม์ไลน์เดียวกันก็มีงานที่คัดตัวเพื่อไปแข่งใน Thailand Gameshow ได้พากย์สองงานนี้มาคู่ๆ กันเลย

ตอนนั้นยอมรับว่าเกร็งมาก ตื่นเต้นไปหมด เราไม่รู้ว่าควรพูดยังไงให้ออกมาดี ในเรื่องของน้ำเสียง จังหวะการพูด การพากย์สองไมค์คู่กัน เราจะพูดแทรกตรงไหน เรื่องจังหวะในเกม คือเราใหม่เลย คิดไว้ว่าอาจจะโดนวิจารณ์อยู่แล้ว

ช่วงแรกๆ ที่เริ่มพากย์ ผมใช้เวลาเตรียมตัวไม่ต่ำกว่า 3 วัน หาข้อมูลว่าแต่ละทีมเขาเล่นยังไง ผู้เล่นชื่ออะไรบ้าง อ่านชื่อให้ถูกทุกคน จริงๆ ใช้เวลาแค่วันเดียวได้ แต่เราทบทวนเพื่อให้แน่ใจที่สุด ตอนก่อนไปพากย์ช่วงอาบน้ำก็จะพูดซ้อมให้มันชิน จะได้ไม่มาติดขัดหน้ากล้อง ตอนนี้ก็ยังต้องเตรียมตัวอยู่ครับ อาจจะใช้เวลาน้อยลง แต่ก็ประมาณ 1 วันเต็มๆ

● ภูมิใจกับทุกงานและทำทุกอย่างให้เต็มที่
ผมตอบแบบหล่อๆ ได้ไหมครับ (หัวเราะ) คือผมภูมิใจกับงานที่ผมทำทุกงานเลย ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ เพราะนี่คืออาชีพที่เรารัก ความภูมิใจอยู่ตรงที่เราทำมันออกมา และทำมันไปจนจบในทัวร์นาเมนต์นั้น ไม่มีงานไหนที่เรารู้สึกไม่พอใจ เพราะเราทำเต็มที่ทุกครั้ง

เรื่องของความรู้สึก ในช่วงแรกๆ ที่เราเข้ามาพากย์แล้วโดนคนว่า ก็มีเฟลๆ บ้าง แต่มันก็เป็นแค่อารมณ์ในช่วงนั้น สุดท้ายแล้วเราก็ย้อนดูตัวเองนะว่าตัวเองผิดอะไร แล้วที่เขาวิจารณ์เรา เขาติเพื่อก่อหรือติเพราะอคติกับเรา แล้วเอาจริงๆ ผมว่าผมไม่ได้มีวิธีฮีล(เยียวยา)ตัวเองเลย แต่เป็นคนอื่นๆ รอบตัวเป็นคนฮีล ทั้ง พ่อ แม่ หรือแม้แต่พี่บอม(อิทธิพล ปาณิกบุตร นักพากย์ร่วมรุ่น) ที่ทำให้ผมกลับมาได้ และโฟกัสกับงานของตัวเอง ว่าเราต้องทำให้ดีขึ้น เราต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น และลบคำสบประมาทเหล่านั้นให้ได้…


● 12 นาที วัดใจแคสเตอร์ ของ PUBG
PUBG มันเปรียบเหมือนการเล่าเรื่องคล้ายๆ หนังสั้น ซึ่งระยะเวลาต่อหนึ่งเกมจะประมาณ 30 นาที แคสเตอร์จะทำยังไงให้คนอยู่กับเรา ในช่วงจังหวะเกมที่อาจไม่มีการปะทะอะไรในช่วง 12 นาทีแรก เราต้องหยิบข้อมูลอะไร ตรงนี้เราควรพูดแบบไหน ทีมนี้เล่นยังไง จะสื่อสารกับคนดูออกไปยังไง

อีกหนึ่งความยากสำหรับผม คือจะใส่อินเนอร์ลงไปให้คนดูมีความรู้สึกร่วมกับเราได้ยังไง จังหวะปะทะช่วงปลายเกม พอจังหวะไฟต์แล้วคิลล์ฟีดมันขึ้น เราจะพากย์ยังไงให้ทันและสื่อสารให้คนดูรู้เรื่องที่สุด

PUBG PC – PUBG Mobile ความท้าทายที่แตกต่าง
ตอบตามตรงว่า PUBG Mobile ยากกว่าในเรื่องการพากย์ สำคัญเลยคือเรื่องภาพ เรื่องกล้องในเกมไม่สมูทเท่ากับ PC ทรัพยากรก็แตกต่าง หรือเป็นในเรื่องของคิลล์ฟีด พากย์แรกๆ ยอมรับว่ามีอ้วกเลย แต่ถึงจะรู้สึกว่ามันยาก แต่พอผมเข้าไปสัมผัสมันเรื่อยๆ ก็สามารถปรับตัวกับมันได้ ตอนนี้เท่ากับว่าไม่มียากหรือง่ายกว่ากัน ตอนนี้สำหรับผมสมูทเท่ากัน ความมันเหมือนกัน และเป็นอีกแพลตฟอร์มที่สนุกเหมือนกัน

● สิ่งที่สำคัญของการเป็นแคสเตอร์
สิ่งแรกที่คุณต้องมีคือคุณรักมันหรือเปล่า ผมว่าทุกอาชีพเลยดีกว่า คุณรักงานที่คุณทำหรือเปล่า คุณรักที่จะเป็นนักพากย์หรือเปล่า บางครั้งไม่ต้องรอโอกาสหรอกครับ ถ้าอยากจะเป็นและรักในการพากย์ก็เริ่มด้วยตัวเองได้เลย เริ่มจากเปิดสตรีมการแข่งขันอะไรก็ได้ขึ้นมา แล้วลองพากย์ มันต้องมีซักวันแหละ ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นมีการประกาศหาแคสเตอร์อยู่เลย ในตอนนี้ผมว่าแคสเตอร์ยังมีจำนวนน้อย ไม่ใช่แค่เกม PUBG อย่างเดียวกับเกมอื่นๆ ก็เหมือนกัน

จริงๆ การเป็นตัวของตัวเอง สำคัญที่สุด พากย์ให้เป็นตัวเองไปเลย ยังไงก็มีสองฝั่งอยู่แล้ว ทั้งคนชอบและไม่ชอบ ผมมองว่าเอาที่เป็นเรา ถ่ายทอดออกมาในสไตล์เรา ให้มันดีที่สุดเท่านั้นพอ

● “สุขภาพ” หัวใจหลักของงานแคสเตอร์
เรื่องสุขภาพก็สำคัญ ถ้าคุณเป็นแคสเตอร์คุณต้องดูแลสุขภาพตัวเองแบบไหน กับการต้องใช้เสียงที่บางครั้งใน 1 เดือนต้องพากย์ 20 กว่าวันหรืออาจทั้งเดือนเต็มๆ คุณมีวิธีการจัดการในระบบคำพูด ระบบของร่างกายอย่างไร จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยพากย์ทุกวันติดต่อกันจนคิดอะไรไม่ออก คำพูดเดิมๆ ซ้ำๆ ก็ส่งผลให้เราติดขัดหน้างานได้ เรื่องของเสียงสำคัญมาก จากประสบการณ์ของตัวเอง ช่วงเริ่มพากย์จนวันนี้ ผมต้องบำรุงเสียงเพราะเราใช้เสียงทุกวัน ตื่นมากินน้ำผึ้งมะนาวและน้ำอุ่นผสมกันทุกวัน ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม แต่ผมว่ามันช่วยได้ แต่ก็มีช่วงที่ทัวร์นาเมนต์แบบหนักหน่วงมากๆ และผมเองก็ใช้ร่างกายทำงานอื่นด้วย มันพักผ่อนไม่พอ เคยพากย์จนรู้สึกถึงกลิ่นเลือดในคอเลยครับ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้พักนะครับ ฉีดยาแล้วลุยต่อ เพราะว่างานต้องทำให้จบ

● ถึงคนที่อยากเข้ามาทำงานนี้
ใครที่อยากทำงานสายนี้จริงๆ อยากให้เริ่มด้วยใจรักก่อน ถามตัวเองว่าต้องการมันจริงๆ ใช่ไหม เข้ามาตรงนี้แล้วทำให้ตัวเองไปต่อได้ไหม ดูเกมมากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งนี้มันเป็นสิ่งสำคัญมากในการเป็นแคสเตอร์

แล้วผมมองว่ามันต่อยอดไปได้ครับ ไม่ใช่แค่แคสเตอร์ มันมีอีกหลายตำแหน่งงาน ถ้าคุณรักในสายงานอีสปอร์ต ผมมองว่ามันไปต่อด้วยกันได้ ตอนนี้อีสปอร์ตในบ้านเราอยู่ในช่วงที่กำลังบูม และในอนาคตมันจะพุ่งไปอีก อาชีพต่างๆ ในวงการนี้ก็จะเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้แน่นอน

● ความฝันสูงสุดของงานแคสเตอร์
ผมเคยพากย์ชิงแชมป์โลกในภาคภาษาไทยแล้ว แต่เป็นงานออนไลน์ เพราะฉะนั้นการไปนั่งพากย์ที่งานเลยเป็นเป้าหมายของผม แต่ว่าด้วยสถานการณ์ในช่วงนี้เรื่องของโควิด มันทำให้โอกาสการจัดงานไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์มัน 50-50 แต่สูงสุดก็… นั่นแหละครับ การได้ไปพากย์ใน on site cast ที่งาน PUBG หรือ PUBGM…


● จากแคสเตอร์ สู่โค้ช Ffame
งานโค้ชคืองานที่ต่อยอดมาจากงานพากย์ อย่างที่บอกไปว่าผมเคยเป็นนักแข่งมาก่อน พอเราเข้ามาพากย์ก็เลิกแข่งไป แต่ระหว่างนั้นทีมที่ผมเคยเล่นให้ได้ขึ้นโปรลีคพอดี ทางทีมเลยอยากให้มาช่วยแนะนำ ว่าแต่ละทีมเล่นเขากันอย่างไร นั่นคือการเริ่มงานโค้ชอย่างไม่เป็นทางการ เหมือนเป็นการให้คำแนะนำน้องๆ ว่า ทีมนี้เขาเล่นแบบนั้น เราลองเล่นแบบนี้ดีไหม

● การเป็นแคสเตอร์และเป็นโค้ชด้วย มันได้เปรียบนิดเดียวจริงๆ ครับ สุดท้ายก็ต้องไปดูเรื่องรายละเอียดในเกมอยู่ดี ตอนพากย์เราไม่สามารถหยุดภาพได้ แต่พอเราเป็นโค้ช เราสามารถมาดูย้อนหลังจุดที่ทีมเราพลาดได้อย่างลงลึกมากขึ้น ว่าทำไมเขาเล่นแบบนี้ จดข้อมูลไปเรื่อยๆ แล้วมาบอกน้องๆ

ผมมองว่าตำแหน่งโค้ชใน PUBG มีส่วนกับเกมเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สุดท้ายแล้วในเกมคือผู้เล่นที่มีความสำคัญ 100 เปอร์เซ็นต์ หลังจบเกมถึงค่อยเป็นเรื่องของทีม ที่ต้องมาดูกันว่าตรงไหนเป็นยังไง

● สองบทบาท ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองงานมีความยากที่แตกต่างกันครับ ในงานแคสเตอร์มันจะยากถ้าเราไม่มีข้อมูล ในช่วงต้นเกมที่มันต้องดึงดูดคนให้อยู่กับเรา จะพูดยังไง มีข้อมูลหรือมุกไหม หรือข้อมูลที่คนอาจจะยังไม่รู้ก็จะทำให้คนอยู่กับเรา ไม่ออกจากช่องไป

ส่วนงานโค้ชความยากคือ เรื่องขีดจำกัดของทีมที่เรามี ถ้าเขาเล่นได้เท่านี้ แล้วเราจะให้แผนเยอะกว่านี้ที่ทีมเราไม่สามารถทำได้ นี่คือความยาก ข้อจำกัดมันจะมากขึ้น และ PUBG มันเป็นเกมที่คุณไม่ได้ปะทะแค่ทีมตรงหน้าอย่างเดียว ต้องปะทะหลายทีม ที่มาจากหลากทิศทาง คุณจะทำยังไงให้รอดจากตรงนั้น สุดท้ายก็กลับไปในเรื่องของสกิลเพลย์ ที่มันมีส่วนสำคัญมากกว่าแท็คติกในเกมเป็นเท่าตัว มันเป็นความยากคนละแบบครับ

● ช่วงฝากผลงาน
ก็อยากฝากให้ติดตามกันเรื่อยๆ นะครับ งานต่างๆ จะมีการอัพเดทผ่านทางหน้าเพจ Ffame Caster และหลังจาก PUBG Thailand Series ก็เจอกันแน่นอน ในโปรลีคของ PUBG Mobile ซีซั่น 4

ส่วนงานโค้ชกับ MS Chonburi ในไลน์อัพ PUBG Mobile ถือเป็นการปูพื้นฐานใหม่ ใครที่ยังไม่มีทีมเชียร์มาเชียร์ MS Chonburi กันได้ครับ คุณจะได้เห็นการเล่นที่สวยงามและมีสไตล์การเล่นของตัวเองจาก MS Chonburi มากขึ้น รวมถึงงานเพลงที่ได้ยินกันไปใน PUBG Thailand Series ชื่อเพลง Good Luck และถ้าแฟนๆ อยากเข้ามาพูดคุย สามารถเข้ามาเจอกันได้ที่ Twitch ช่อง “Ffamelive” (www.twitch.tv/ffamelive) ยังไงก็ฝากติดตามด้วยครับ■

□บทความ : ชุลีพร แก้วเฉลิม
□ภาพประกอบ: Justin Case
#careerpath#Ffame#PUPG#PUPGM#everydayimpossible#เรื่องเล่นเราจริงจัง
#โซดาลีโอ#LEOติดตู้เย็นมันส์กว่า#LEOป่ะล่ะ

About Author