โฟล์ค – ศิริวุฒิ จุลกะเศียน | Julio -ล่าฝันไม่ต้องรอฟ้าฝน-



-ล่าฝันไม่ต้องรอฟ้าฝน-


สบาย ๆ นะครับ”

ตรงหน้าเราคือชายหนุ่มวัย 28 ท่าทางสุภาพ เป็นกันเอง ห้องที่เราพูดคุยกันอาจจะไม่เรียบร้อยนัก แต่ก็เรียบร้อยขึ้นมากหลังจากเขาบอกให้น้องๆ ช่วยกันเก็บกวาด – เห็นได้ชัดว่าเขาคือลูกพี่แถวนี้

เขาตัดสินใจจะเล่นเกมเป็นอาชีพในวัย 21 – ฟังดูช้าไปหลายปีในยุคที่โปรเพลเยอร์บางคนยังนำหน้าชื่อด้วยคำว่า ‘เด็กชาย’ แต่ย้อนกลับไปในตอนนั้น คำว่านักกีฬาอีสปอร์ตอาจจะยังไม่ถูกบัญญัติขึ้นด้วยซ้ำ

เขาไม่สงสัยในความสามารถของตัวเอง คว้าแชมป์โลกจากสองเกมที่เล่น แต่กว่ายุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของอีสปอร์ตจะมาถึง เขาก็เกือบจะตัดใจบอกลาวงการแล้ว

“เสียดายอย่างเดียวเลย คือผมเกิดเร็วไป” โฟล์ค – ศิริวุฒิ จุลกะเศียน หรือ Julio บอกกับเราระหว่างพูดคุยกัน เส้นทางอาชีพที่เหมือนปลูกพืชไม่ตรงฤดูกาลของเขาอาจดูน่าเสียดายในหลายจังหวะ แต่เราได้ยินเขาพูดว่า ‘พอใจ’ ‘ภูมิใจ’ มากกว่า ‘เสียดาย’ อยู่หลายครั้งแน่ๆ


● จากพนักงานร้านสะดวกซื้อ สู่ โปรเพลเยอร์แชมป์โลก
ก่อนที่จะมาเป็น Juilo เคยไปทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อมาก่อน ตอนนั้นอายุประมาณ 18 ปี แต่เพราะความขี้เกียจ ไม่ไหว มันเหนื่อยด้วย ก็เลยออกมา แล้วยังไม่ทำงานอะไร ถ้าให้พูดกันตรงๆ ตอนนั้นคือให้แฟนเลี้ยงเลย (หัวเราะ) ได้ความช่วยเหลือจากทางครอบครัวแฟนที่เขาซัพพอร์ท

พอเราว่างงาน ในช่วงนั้นก็มีจังหวะให้ได้เข้ามาในวงการเกม มีเพื่อนที่เล่น Xshot ด้วยกันเขาจะไปแข่งงานออฟไลน์แล้วขาดคนพอดี เขาก็มาชักชวน ในตอนแรกผมปฏิเสธไปแล้ว แต่เพื่อนมาตื้อว่าไม่มีคนจริงๆ ขอให้ไปช่วยหน่อย แค่ทัวร์เดียว ด้วยความเป็นเพื่อนครับ เราก็เลยตกลง “เออ ก็ได้ๆ” เลยไปแข่งรายการแรก แล้วก็เป็นแชมป์เลย

● คว้าแชมป์แรกเปลี่ยนความคิด
ในตอนนั้นที่ได้แชมป์ มันเป็นโมเมนต์ถ้าอธิบายไปคงยากที่จะเข้าใจ แต่รู้สึกดีมากๆ ที่เราตัดสินใจแข่งและได้แชมป์เลย รู้สึกดีเวลาที่มีคนมาชมเราว่าพี่เล่นดีจัง หรือเข้ามาถามเทคนิคว่า พี่ใช้เมาส์อะไร มันกลายเป็นพลังบวก เป็นกำลังใจที่ได้รับ ก็เลยรู้สึกว่า “แม่ง ดีจังวะ”

จากตอนแรกปฏิเสธไปแข่ง แต่ไปเพราะช่วยเพื่อน ในจังหวะที่ได้แชมป์เรามองไปแล้วเห็นคนยืนปรบมือ มียิงพลุขึ้นบนเวที ตอนนั้นผมรู้สึกว่า “ทำไมมันรู้สึกดีขนาดนี้วะ” เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าการแข่งเกมมันจะมีโมเมนต์แบบนี้ครับ ในตอนนั้นก็คิดเลยว่า “นี่แหละ เส้นทางชีวิตกู” ก็ตัดสินใจลองลุยให้สุด ซึ่งสุดท้ายมันก็มีผลในทางบวกมากขึ้น เลยรู้ว่าตรงนี้แหละคือชีวิตแล้วครับ


“ผมไหวกับเส้นทางนี้” ในวันที่ตัดสินใจเป็นโปรเพลเยอร์
ในตอนที่ตัดสินใจเดินมาทางนี้ จริงๆ ครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ คือเขาปล่อยให้ผมเล่นเกมแหละ แต่พอเราจะทำเป็นอาชีพ ทำเป็นงานจริงๆ เขาก็ไม่ได้เห็นด้วย ตอนนั้นผมอายุประมาณ 21 ปี เขาคิดว่าเราควรจะหางานทำได้แล้ว ก็มีพยายามพูด ซึ่งผมก็เข้าใจนะ คนเก่าคนแก่คงไม่ได้เข้าใจว่าในปัจจุบันนี้การเป็นสตรีมเมอร์หรือโปรเพลเยอร์ ถ้าถึงจุดนึงก็หารายได้ได้

ซึ่งพอวันหนึ่งเราทำให้เขาเห็นว่ามันมีรายได้เพิ่ม อย่างน้อยๆ เลย เราไม่ต้องขอที่บ้านเหมือนเคย พอจะช่วยค่าไฟที่บ้านได้ เขาก็เริ่มโอเคขึ้น ปกติแล้วค่าไฟจะมาจากผมที่เล่นเกมที่บ้าน ผมอยู่กับคุณยาย ซึ่งเขาจะเป็นคนจ่าย เขาก็จะบ่นว่า “ค่าไฟมึง 3-4 พันเลยนะไอ้โฟล์ค” เหมือนบ่นนะแต่ก็รัก (หัวเราะ) จนวันนึงเราบอกเขาว่า “ยายไม่ต้องจ่ายแล้ว เดี๋ยวผมจัดการเอง แอร์ยายเปิดไปเลย เดี๋ยวโฟล์คจัดการเอง” มันเป็นความรู้สึกที่ดีนะครับ อาจจะไม่ได้เลี้ยงครอบครัวอะไรขนาดนั้น แต่เราช่วยแบ่งเบาให้ยายได้

ในตอนนั้นก็คิดทำตรงนี้เป็นอาชีพเลย พอถึงจุดหนึ่งที่ผมเริ่มจริงจังกับมัน ผมรู้สึกว่า ผมไหว เพราะผมว่าทุกคนเวลาเล่นเกม เราจะรู้ฝีมือตัวเองดีว่ามันถึงขนาดไหน และผมรู้ตัวเองดีว่า “ผมไหวกับเส้นทางนี้”

● แชมป์ Xshot สู่ แชมป์โลก SF
พอจบจากยุค Xshot ผมก็มาต่อกับ SPECIAL FORCE เราตามมาเรื่อยๆ ตามกระแส ตามเกม ก็มีโมเมนต์ที่ประทับใจ ในงานแข่ง SF เป็นชิงแชมป์โลก SF2 ปี 2017 (SPECIAL FORCE WORLD CHAMPIONSHIP 2017) เป็นเกมตัดสินเกมสุดท้ายพอดี แล้วมันเหลือผมคนเดียวด้วย เราต้องดวล 1-1 กับทีมตรงข้าม ตอนนั้นค่อนข้างตื่นเต้นครับ แต่เราจังหวะดีกว่า และเราทำได้ มันเป็นโมเมนต์ที่ผมทั้งตะโกนและร้องไห้ไปในเวลาเดียวกัน จำได้ว่าผมเขวี้ยงหูฟังแตกไปเลยครับ (หัวเราะ) เป็นหูฟังของทีมงาน แล้วก็ไม่ได้ชดใช้เขาคืนด้วย จากนั้นเพื่อนก็เข้ามารุมกอด ดีใจมาก แล้วก็วิ่งไปเอาถ้วย ซึ่งจริงๆ ทีมงานเขาให้สัญญาณว่า แข่งเสร็จให้ลงไปเอาถ้วยพร้อมกัน แต่ด้วยความที่สติหลุด มันดีใจอ่ะ ได้แชมป์โลกครั้งที่ 2 ผมก็เบียดเพื่อนออกไป แล้วไปชูถ้วยคนเดียวเลย จากนั้นพลุก็ยิงขึ้นมา เพื่อนก็เข้ามากอดผมไม่ได้สนใจทีมงานเลยในตอนนั้น (หัวเราะ)


● การเข้ามาเป็นโปรเพลเยอร์ของ Julio ต้องแลกอะไรบ้าง
พูดตรงๆ ว่าผมเสียการเรียนครับ ผมไม่ได้จะว่าใครหรือโทษใครนะ แต่ว่าสตรีมเมอร์หรือนักกีฬาในไทย วงเล็บว่าในไทยนะ ที่ประสบความสำเร็จ หลายคนเรียนไม่จบนะครับ มันอาจจะเป็นเหตุผลของแต่ละคน แต่อย่างที่ผมบอก ว่าการจะเอาดีกับเรื่องไหนยังไงก็ต้องมีเวลาให้

ในตอนนั้นผมเป็นคนที่จัดเวลาไม่ถูก เรียนก็เอาไม่สุด พอจังหวะเรามาตรงนี้พอดี ก็เลยทิ้งการเรียนไปเลย เรื่องเกมเราอาจจะมาสุดกว่าคนอื่น ตรงที่เรามีเวลาเยอะ เราเลยได้เปรียบคนอื่น ต่างจากน้องๆ ที่เรียนอยู่ แล้วอยากจะมาตรงนี้ แต่จริงๆ มันบริหารได้นะ ผมยกตัวอย่าง Hon_Boya น้องก็จบปริญญาตรี แต่น้อยคนมาก ถ้ามาสุดทางนี้ 10 คนอาจจะเรียนจบไม่เกิน 3 คน

● เป้าหมายในการเป็นโปรเพลเยอร์ของ Julio
เรื่องประสบความสำเร็จในการแข่ง ผมค่อนข้างพอใจแล้ว ผมว่าผมไปสู่จุดสูงสุดมาแล้ว ผมได้มาสองแชมป์โลกกับสี่แชมป์ประเทศ มันเพียงพอแล้ว ผมไม่ได้โหยหาอะไรขนาดนั้นแล้วครับ

แต่พอมีเรื่องการสตรีมเข้ามา ผมว่าก็เป็นความท้าทายใหม่ เราอยากสร้างช่องสตรีมของเราให้โตขึ้น ใหญ่ขึ้น ต่อให้เราเป็นนักแข่งที่ยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่ในวงการสตรีมเราก็เหมือนคนตัวเล็ก หางแถวครับ รู้สึกว่าตรงนี้เป็นความท้าทายใหม่ๆ ครับ

ในเรื่องการแข่ง เป้าหมายตอนนี้คือ APAC ครับ ผมอยากมีหน้าตัวเองในเกม การได้เป็นตัวแทนประเทศก็จะมีหน้าเราในเกมครับ ซึ่งผมแข่งมาประมาณ 9 ปี ผมมีหน้าตัวเองทุกเกมเลย เหลือ PUBG นี่แหละที่อยากจะมีบ้าง

● วันที่ผิดหวังในอาชีพการเป็นโปรเพลเยอร์
ก็สดๆ ร้อนๆ เลย PUBG Thailand Series(PTS) Season 6 ครับ โมเมนต์ที่แข่งล่าสุดแล้วเราไม่ได้ไปต่อใน APAC(โดนแซงตกอันดับในวันสุดท้าย) ก็เจ็บปวด สำหรับผมมันเจ็บปวดที่สุดแล้ว PUBG มันเป็นเกมระดับโลก มันเทียบกับ XShot หรือ SF ที่ผมเคยแข่งมาไม่ได้เลย ผมรู้สึกว่าแค่ APAC ของ PUBG แค่นี้ก็ยิ่งใหญ่พอๆ กับรายการระดับโลกในเกมที่ผมเคยแข่งมาแล้ว เพราะแบบนั้นจึงเป็นอะไรที่ผมเจ็บปวดมาก ผมแข่ง PUBG มา 3 ปีไม่เคยมีครั้งไหนที่ใกล้เคียงกับ APAC เท่าครั้งนี้ มันจึงเจ็บปวดมากๆ

● ทุกความผิดหวังต้องใช้เวลา
การฟื้นฟูตัวเอง ผมมองว่า “ทุกอย่างต้องใช้เวลา” ไม่ว่าจะเรื่องแย่ๆ อะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่การแข่ง ทุกอย่างแค่ต้องการเวลา ปล่อยให้เวลาไหลผ่านเราไป ไม่ต้องไปเร่งความรู้สึก เดี๋ยวร่างกายเราก็ฟื้นฟูตัวเองครับ

ชีวิตผมมันผิดหวังเยอะกว่าประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นผมเลยวางความรู้สึกของผมได้ไว แต่ถามว่ารู้สึกแย่ไหม ก็รู้สึกแย่ อยากร้องไห้เหมือนกัน

ตอนแข่ง PTS จบ เห็นน้องๆ ร้องไห้ ตัวเราเองต้องเก็บไว้ก่อน เราต้องปลอบน้อง เพราะเราเป็นพี่ใหญ่ ผมปลอบใจน้องๆ ด้วยความจริง ไม่ได้ปลอบไปงั้นๆ เราบอกน้องว่า “เฮ้ย เราเล่นกันดีแล้ว เราเพิ่งรวมทีมกันนะเว้ย เราเต็มที่แล้ว มึงดูคู่แข่งเราสิ ทั้ง Daytrade, AAA, Sharper เขาไปเมืองนอก ไประดับโลกกันมาแล้ว เราเบียดเขาได้ขนาดนี้ มันดีมากแล้ว” น้องๆ ก็โอเคขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลา

● ในวันที่ต้องเป็น “ตัวสำรอง”
ต้องบอกว่าการเป็นสำรองของ Buriram (Buriram United Esports) กับ MiTH (Made in Thailand Esports) มันต่างกันครับ ถ้าพูดตรงๆ เลยการเป็นสำรอง Buriram ผมเต็มใจที่จะเป็น ตอนนั้นเป็นช่วงที่ย้ายไปทีมๆ หนึ่ง แล้วเขาทีมแตกพอดี แล้วทาง Buriram เขาก็ยื่นสัญญาสำรองมาให้ ผมก็โอเค แฮปปี้ครับ ทุกอย่างโอเค แต่ติดอย่างเดียวคือ “ผมยังอยากแข่งอยู่” แล้วก็มีข้อเสนอจากทาง MiTH มาพอดี ที่บอกว่ามันตรงข้าม เพราะเหมือนเราเป็นตัวจริงมาก่อน แต่สุดท้ายเราไม่ได้ไปต่อ ด้วยความที่มันเร็วมาก ก็เลยขออยู่สำรองไปก่อน ถ้าถามผม ผมไม่ได้อยากเป็นสำรองหรอก เพราะผมก็อยากแข่ง รู้สึกแย่ แต่ก็เข้าใจทุกฝ่าย สุดท้ายก็พาตัวเองออกมา มาเป็นตัวจริงของ MSC ครับ

● เคยคิดไหมว่าถ้าไม่ได้เป็นโปรเพลเยอร์จะทำอะไรอยู่?
ผมมี 3 ความฝัน ความฝันแรกคือฟุตบอล ความฝันที่สองก็แข่งเกมนี่แหละ ส่วนความฝันที่สาม ผมอยากเป็นนักดนตรี ผมอยากร้องเพลงกลางคืน ทีมเก่า SF ที่ผมเคยอยู่ เขาอยู่ที่เชียงใหม่กันหมด ซึ่งมีพี่คนนึงที่เขาทำงานตรงนี้ เขาก็มาแชร์ประสบการณ์ ส่วนตัวผมชอบฟังเพลงอยู่แล้ว เป็นคนที่ต้องฟังเพลง ไม่ว่าจะอาบน้ำหรือตอนนั้นกำลังซ้อม ผมรู้สึกว่าดนตรีสดมันน่าหลงไหล สมมุติว่า ไม่ได้ฟุตบอล ไม่ได้เกม ผมว่าผมจะไปร้องเพลงกลางคืน เอาจริงๆ อยากร้อง เคยมีคลิปที่ไปจอยกับพี่บาส (cute boy) ตอนซักซ้อม EP.ของ DUCKMANZ ไปร้องแค่สองเพลง แต่ผมรู้สึกว่า แม่ง มีความสุขมากเลย เป็นสิ่งที่เราชอบ และเรายังเก็บมันไว้อยู่


● จากวันแรก สู่การเป็น Julio ในวันนี้ เป็นอย่างไรบ้าง
สำหรับผม ผมคุ้มนะ เสียดายอย่างเดียวเลยคือ “ผมเกิดเร็วไป” ตอนนี้ผมอายุ 28 เด็กๆ ที่ผมแข่งด้วยทุกวันนี้ อายุ 18-19 อย่างน้องนัน ห่างกับผม 10 ปี ผมรู้สึกว่าในยุคของผม มันไม่มีอะไรเลย แต่ปัจจุบันมีทุกอย่าง แค่คุณเล่นดีรายการเดียว คุณก็สามารถมีรายได้จากการสตรีมได้เลย ต่างกับสมัยของผม แต่ก่อนมันต้องแจ้งเกิดจริงๆ ถึงจะได้ลงหนังสือเกม หรือต่อให้ได้ลงจริงๆ ก็ใช่ว่าจะมีคนรู้จัก ถ้าเขาไม่ได้ซื้อ ก็น่าเสียดายที่เกิดเร็วไป แต่ถ้าในภาพรวม ผมโอเคแล้วครับ ที่มาในเส้นทางนี้ เพราะว่าก็เป็นหนึ่งสิ่งที่เรารัก

พอได้ลองมองย้อนไป ผมภูมิใจในตัวเองมากครับ จากวันที่เราเคยขอแฟน เราไม่มี วันนั้นเขาก็หยิบยื่นให้เรา ผมกับแฟนคบกันมา 11 ปี จนวันนี้เรามีรายได้ บางเวลายังถามแฟนอยู่เลยว่า “มาถึงจุดนี้ได้ไงวะ ภูมิใจไหม” จากคนที่อนาคตมืดมน แล้วมาถึงจุดนี้ ที่ผมดูแลครอบครัวได้ คือบางทีเราไม่รู้ตัวหรอก เราโตมาแบบนี้ เราเลยต้องหันไปถามแฟนว่า “ภูมิใจไหม” พอเขาตอบกลับมาว่า เขาดีใจมากที่เรามาถึงจุดนี้ แค่นั้นผมก็รู้สึกว่าเรามาไกลแล้วจริงๆ

● หากถึงวันที่รีไทร์การเป็นโปรเพลเยอร์…
จริงๆ มีคนแนะนำ มีคนอยากเห็นผมในฐานะนักพากย์และโค้ช ผมบอกเลยว่าไม่มีทาง ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะใจเราไม่ได้รู้สึกอยาก ถ้าไปคงฝืน ไม่มีเส้นทางนั้นแน่นอน แต่ถ้าเป็นพิธีกรอาจจะได้นะ ผมเป็นคนชอบพูด

ในตอนนี้พยายามเก็บเงินไว้เยอะๆ สมมุติว่าเลิกแข่งอาจจะสตรีมขำๆ แต่ถ้าออกจากวงการไปเลย ผมมีความฝันอยากขายข้าวแกง เคยมีครั้งหนึ่งผมกับกรีน(Ezqelusia) ไปแคมป์ แล้วมันเกิดหิวมากตอนตีสี่ ก็ไปเจอข้าวแกงร้านนึงตรงข้ามแคมป์ อร่อยทุกอย่างเลย รู้สึกว่าคนเยอะมากและรายได้ดีจัง ตักขาย จานละ 40-50 บาท ถ้าเราทำอร่อย ผมรู้สึกว่ารายได้ก็ดีนะ แล้วบ้านผมขายอาหารตามสั่งครับ มีคุณยายที่ให้คำแนะนำได้อยู่แล้ว ก็อยากทำไปแบบชิลล์ๆ

“เวลา – ใจรัก – ทัศนคติ” คำแนะนำจาก Julio สู่น้องๆ
คำถามนี้มีเข้ามาเยอะมากครับทั้งตอนสตรีม หรืออินบ็อกซ์เข้ามา ว่าอยากเป็นโปรเพลเยอร์ต้องทำยังไง ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆ ม.ต้น หรือ ม. ปลาย ผมจะบอกน้องก่อนเสมอว่า “น้องถ้าจะมาเส้นทางนี้ คือใจน้องต้องรักจริงๆ และน้องต้องมีเวลา” ถ้าใจรักแต่ไม่มีเวลา น้องไปตั้งใจเรียนดีกว่า อย่างน้อยๆ ให้เข้ามหาวิทยาลัยก่อน จะบอกก่อนเลยว่า น้องต้องมีเวลา ถ้าไม่มีเวลาไม่ต้องเข้ามา ถ้าเข้ามาน้องอาจจะเสียดายเวลา เพราะตรงนี้มันต้องใช้เวลาจริงๆ ทุกอย่างต้องใช้เวลาศึกษาอย่างน้อยคือเป็นปีๆ ครับ ถ้าไม่รักจริง ก็เอาเวลาตรงนี้ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ผมจะย้ำเรื่องของเวลาเสมอ พูดถึงผู้เล่นแบบผมที่มีแค่พรแสวง ไม่ได้มีพรสวรรค์ เราจะไปได้ไม่ไกลถ้าเราไม่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทั้งในด้านศักยภาพ อันดับแรกคือสกิลล์เราต้องเก็บตลอด วันหนึ่งขั้นต่ำ 5-6 ชั่วโมง ไม่รวมนั่งดูแข่ง วันๆ หนึ่งเราหมดเวลากับตรงนี้เยอะมาก และอีกอย่างถ้าใจไม่รัก มันทำตรงนี้ไม่ได้ จะน่าเบื่อมากที่ต้องมานั่งยิงเดิมๆ 5-6 ชั่วโมง และมานั่งดูแข่งอีก 2-3 ชั่วโมง วันหนึ่งก็เกือบ 10 ชั่วโมงแล้ว

แต่ไม่ได้ปิดกั้นนะ ถ้าน้องจะเข้ามาอันดับแรกเลยคือทัศนคติต้องดีครับ เพราะถ้าทัศนคติไม่ดี ไม่มีใครเปิดรับน้องแน่นอน อย่าว่าแต่คนดูเลยครับ เพื่อนร่วมอาชีพก็ไม่โอเค สุดท้ายก็จะไปได้ไม่ไกลครับ คุณจะวิ่งเป็นวงกลม หาทางไปต่อไม่เจอ

“ทัศนคติ” สิ่งสำคัญของการเป็นโปรเพลเยอร์
“ทัศนคติ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม แต่ก่อนผมก็ไม่มีอะไรตรงนี้หรอก ด้วยความที่เราเป็นเด็กมาก่อน ในทีมก็มีรุ่นพี่เหมือนกัน เขาก็ปลูกฝังเรา เราก็จำมาว่า “ทัศนคติจะเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำให้ตัวเราก้าวไปข้างหน้า” ไม่ใช่แค่เรื่องการแข่ง แต่คนในวงการจะเคารพนับถือเรา ผมให้ข้อนี้เป็นข้อสำคัญมาก จะคอยบอก ปลื้ม(Sceat) แมน(Jowman) นัน(RogueNANZMY) ตลอด ว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ใช่เราที่สนับสนุนกันเอง มันมีแฟนๆ มีคนที่คอยให้กำลังใจเรา ที่เขาจะสนับสนุนเราในระยะยาว เพราะฉะนั้นการวางตัวเป็นเรื่องสำคัญครับ และในการแข่ง ถ้าผิดพลาดอันดับแรกต้องมองข้อผิดพลาดตัวเองก่อน ถ้ามองข้อผิดพลาดตัวเองเสร็จแล้ว ค่อยมองปัจจัยอื่น เพราะถ้าเราไปโฟกัสปัจจัยอื่น จะไม่เห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง แล้วจะพัฒนาต่อยาก

● ฝากผลงาน
ตอนนี้เรากำลังลงแข่งขัน PUBG Thailand Open 2021 Winter ฝากติดตามพวกเราด้วยครับ รวมถึงรายการต่อๆ ไปด้วย สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มมาดู PUBG หรือดูอยู่แล้ว ก็ขอฝากทีม MS Chonburi ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจ แฟนคลับยังไม่เยอะก็ยินดีต้อนรับครับ จะพยายามทำผลงานให้ดี มีเรื่องราวอะไรก็มาแบ่งปันพูดคุยกับพวกเราในสตรีมได้ ทุกคนในทีมก็สตรีมหมดเลย ฝากติดตาม MS Chonburi ด้วย

□บทความ : ชุลีพร แก้วเฉลิม
□ภาพประกอบ: Justin Case

#Julio#PUBG#everydayimpossible#เรื่องเล่นเราจริงจัง
#โซดาลีโอ#LEOติดตู้เย็นมันส์กว่า#LEOป่ะล่ะ

About Author
AUTHOR
สาวผู้มีใจรักอีสปอร์ต เพราะชื่นชอบในโปรเพลเยอร์หนุ่ม