เมื่อวานนี้ (1 ตุลาคม) มีรายงานจากสื่อเกมจำนวนมากว่า Konami วางแผนจะนำเกมเก่าของทางค่ายกลับมาชุบชีวิตใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเกมในแฟรนไชล์ของ Metal Gear Solid และ Silent Hill จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะกลับมาพูดถึง Metal Gear Solid 3: Snake Eater ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเกมเพลย์ และการออกแบบเกมที่ยังคงได้รับการชื่นชมมาจนถึงปัจจุบัน

Metal Gear Solid 3: Snake Eater เริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2004 บนเครื่อง PlayStation 2 มาพร้อมกับการพลิกแนวทางการเล่าเรื่องใหม่ หลังจากที่ในภาค 2 นั้นดำเนินเรื่องในยุคสมัยใหม่ พร้อมเผยความลับสำคัญของเหล่าสมาชิกสภาสูง Patriots ทั้ง 12 คน แต่ในภาค 3 นี้ ฮิเดโอะ โคจิม่า กลับย้อนไปในยุคสงครามเย็นแทน และเป็นภาคที่อยู่ก่อนเนื้อเรื่องทุกภาค เพื่อเล่าความเป็นมาของตัวละครเอกอย่าง Naked Snake ก่อนที่จะได้รับฉายาว่า Big Boss

ระบบเกมเพลย์ของเกมนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “ระบบพรางตัว” จากศัตรูในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ผู้เล่นจำเป็นต้องแต่งชุดที่เหมาะสมและเนียนไปกับฉากให้มากที่สุด โดยจะมีแถบสถานะที่คอยบอกผู้เล่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเดียวกันในภาค 5 เหนือไปกว่านั้น ผู้เล่นสามารถล่าสัตว์เพื่อนำมารับประทาน หรือนำมาประกอบอาหารเพื่อเพิ่มพลังชีวิต และเมื่อ Snake บาดเจ็บ ผู้เล่นต้องใช้อุปกรณ์รักษาที่ถูกต้องกับจุดต่างๆ ของร่างกาย ถือเป็นเกมแรกในซีรีส์ที่มีระบบในการเอาชีวิตรอดอย่างเต็มรูปแบบ

แม้กระทั่งจังหวะการต่อสู้ และการเล่าเรื่องอีกมากมายในเกม ก็ยังคงตราตรึงผู้เล่นมาจนถึงทุกวันนี้ หนึ่งในฉากที่โดดเด่นที่สุดคือการต่อสู้กับบอสอย่าง The End เขาเป็มมือซุ่มยิงวัยชราระดับพระกาฬ ที่มาพร้อมวิธีการต่อกรอีกมากมายขึ้นอยู่กับผู้เล่น ตามปกติแล้วผู้เล่นจะมีโอกาสเลือกวิธีการต่อสู้ได้หลากหลาย แต่สำหรับบอสคนนี้นั้นเหนือไปอีกขั้น ฉากต่อสู้สำคัญจะอยู่ที่บริเวณป่าทึบของเกม และผู้เล่นเลือกที่จะข้ามฉากนี้ไปได้ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การรอให้เจอกับ The End ที่นั่งรถวีลแชร์ตั้งแต่ต้นเกม จากนั้นให้สังหารเขาได้ทันที หรือการเปิดเกม หลังจากนั้นให้ปิดเกมและรอเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ในโลกความเป็นจริง The End จะเสียชีวิตด้วยโรคชราเสียเอง

อีกหนึ่งในฉากที่น่าจดจำที่สุดคือ “ฉากไต่บันใด” ของ Naked Snake ยาวนานมากกว่า 2 นาที ผู้เล่นทำได้เพียงแค่เลื่อนปุ่มควบคุมให้ขึ้นบันใดเพียงเท่านั้น ในระหว่างที่ไต่บันใดอยู่นั้น ก็มีเสียงร้องเพลง “Snake Eater” โดย ซินเทีย ฮาร์เรลล์ ประกอบตลอดเวลาการไต่บันได เป็นฉากที่พลิกจากความน่าเบื่อ กลายเป็นฉากที่สวยงาม เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้นึกถึงสิ่งที่ได้ทำลงไป และความยากลำบากที่ผ่านมา

สำหรับเกมนี้ การฆ่านั้นเป็นเรื่องปกติ และสามารถหลีกเลี่ยงมันได้เช่นกันเหมือนกับเกมอื่นในซีรีส์ แต่ยังไม่มีเกมใดในช่วงนั้นที่ตอกย้ำถึงการฆ่าของผู้เล่นอย่างหนักหน่วง ดังฉากการต่อสู้กับบอสอย่าง The Sorrow เขาเปรียบได้กับ “ผี” ของเกม และทำให้ผู้เล่นต้องเดินทางผ่านแม่น้ำที่เต็มไปด้วยวิญญาณของผู้คน ที่ผู้เล่นเป็นผู้สังหารทั้งหมดในเกม โดยศพที่ปรากฏให้เห็นคือจำนวนศัตรูที่ผู้เล่นสังหารไปจริง จึงทำให้ฉากดังกล่าวเป็นฉากที่น่าหดหู่ และเป็นแนวทางให้เกมจำนวนมากเริ่มเก็บข้อมูลการกระทำของผู้เล่น ไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Undertale และ Nier: Automata

ฉากที่ประทับใจที่สุดอยู่ที่ช่วงใกล้จบเกม ที่ Naked Snake ต้องเผชิญหน้ากับผู้เป็นอาจารย์ของเขาเองอย่าง The Boss ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีขาว เป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อจบภารกิจของเขา เมื่อมีการเปิดเผยว่า The Boss นั้นไม่เคยทรยศประเทศของตนเองเลย ทำให้ฉากดังกล่าวสะเทือนใจยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่จบการต่อสู้ ผู้เล่นจะได้ควบคุมให้ Naked Snake ยื่นปืนเพื่อปลิดชีพ The Boss เป็นครั้งสุดท้าย เป็นจังหวะที่เปลี่ยนชีวิตของ Naked Snake ไปตลอดกาล และทำให้ฉากนี้ถูกยกย่องให้เป็นฉากที่ดีที่สุดในเกมของ ฮิเดโอะ โคจิม่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Metal Gear Solid 3 เต็มไปด้วยบทที่สะเทือนอารมณ์ ฉากน่าจดจำ เรื่องราวที่พลิกผันไปได้ตามการตัดสินใจของผู้เล่น และัระบบเกมเพลย์ลอบเร้นที่ยังคงสะใจผู้เล่นจนถึงตอนนี้ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ถ้าเกมนี้ถูกนำมารีมาสเตอร์ หรือรีเมคอีกครั้ง เกมฉบับใหม่จะทำให้ผู้เล่นได้สัมผัสความสุดยอดของเกมได้มากเพียงใด และเราจะได้เล่นกันหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปครับ

About Author
บทความโดย
len.game