เจมส์ บอนด์ 007 คือหนึ่งในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ระดับตำนาน กับเรื่องราวที่ดำเนินมาเกือบ 60 ปี จาก Dr. No เมื่อปี 1962 สู่ภาคล่าสุด No Time To Die ที่เพิ่งเข้าโรงฉายช่วงปลายปี 2021 แบบสด ๆ ร้อน ๆ

พระเอก 6 คน กับภาพยนตร์มากถึง 25 เรื่อง ถือเป็นตัวเลขที่เยอะไม่ใช่น้อย แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า จักรวาลเกม เจมส์ บอนด์ 007 ก็มีไม่น้อยเช่นกัน

เกมของสายลับรหัส 007 มีมากขนาดไหน ? มีภาคใดบ้างไหมที่ประสบความสำเร็จ หรือจะเป็นอีกแฟรนไชส์หนังที่ล้มเหลวเมื่อกลายเป็นเกม ? Len.game – เล่นเกม ขอพาไปพบกับจักรวาลเกมของสายลับนาม บอนด์ … เจมส์ บอนด์

● อายุไม่เท่าหนัง แต่เกมออกเยอะ (มาก)

ประวัติศาสตร์ของจักรวาลเกม เจมส์ บอนด์ 007 อาจจะไม่ได้มีอายุล่วงเกือบถึงวัยแซยิดแบบภาพยนตร์ก็จริง แต่ขอสปอยล์ล่วงหน้าเลยว่า เกมนั้นมีออกมาเยอะใกล้เคียงกับหนังเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เกมใช้ต้นทุนการสร้างต่ำกว่าหนังมากโขนั่นเอง (ฮา)

เกมแรกในจักรวาล เจมส์ บอนด์ 007 ออกมาตั้งแต่ปี 1982 ในชื่อ “Shaken but Not Stirred” ตามสูตรเครื่องดื่ม วอดก้า มาร์ตินี่ ประจำตัว เห็นชื่ออาจจะแปลก ๆ แต่ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเกมนี้ไม่ได้ขอลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ โดยเป็นผลงานจากสตูดิโอ Richard Shepherd Software ที่ทำให้กับเครื่อง ZX Spectrum

ปี 1983 เกมแรกที่ได้ลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการก็เปิดตัว ด้วยชื่อที่ทุกคนคุ้นเคย “James Bond 007” โดยสตูดิโอ Parker Brothers ในเครื่อง Atari 2600, Atari 5200, Atari 8-bit, ColecoVision, Commodore 64, SG-1000 มี 4 ด่าน อิงจาก 4 ภาค Diamonds are Forever, The Spy Who Loved Me, Moonraker และ For Your Eyes Only

ในยุคแรก ๆ หรือกลางยุค 1980s ถึงต้นยุค 1990s เกมในจักรวาล James Bond 007 ถูกผลิตจากผลงานของหลายสตูดิโอให้กับหลายเครื่อง ทั้ง Atari, Commodore, NES, SNES, Mega Drive, DOS หรือแม้กระทั่ง Macintosh โดยหลัก ๆ ก็จะมี Mindscrape ที่สร้าง “James Bond 007: A View to a Kill” (1985), “Goldfinger” (1986), “Live and Let Die” (1988) กับ Domark Software ที่สร้าง “A View to a Kill” (1985), “The Living Daylights” (1987), “License to Kill” (1989), “The Spy Who Loved Me” (1990), “James Bond 007: The Duel” (1993) ซึ่งค่ายนี้ ดูจะได้เปรียบกว่าเล็กน้อย เมื่อสามารถขอลิขสิทธิ์จากทาง Eon Productions ผู้ถือลิขสิทธิ์เวอร์ชันภาพยนตร์ นำนักแสดงอย่าง โรเจอร์ มัวร์ และ ทิโมธี ดาลตัน มาปรากฏตัวในเกมได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเกมจากอีกหลายสตูดิโอ ที่ออกมาภาคเดียวแล้วสตูดิโอนั้นก็ไม่ได้ทำต่อ อย่าง “James Bond 007 Action Pack” (1989) จาก Amstrad (ภาคนี้ ได้ ทิโมธี ดาลตัน มาปรากฏตัวด้วย), “007 James Bond: The Stealth Affair” (1990) จาก Interplay Entertainment รวมถึง “James Bond Jr.” (1991) จาก THQ ที่ฉีกกรอบไปเล่นเรื่องราวของ “หลาน” ที่ถูกสร้างเป็นแอนิเมชันและการ์ตูนจากค่าย Marvel เสียซะอย่างนั้น

เข้าสู่กลางยุค 1990s การขายลิขสิทธิ์ เจมส์ บอนด์ 007 เพื่อนำไปสร้างเกมเปลี่ยนไป จากที่เคยมอบสิทธิ์ให้กับหลายสตูดิโอ ก็มาเป็นดีลเอ็กซ์คลูซีฟกับค่ายเกม และค่ายเกมแรกที่ได้รับสิทธิ์คือ Nintendo ซึ่งสร้าง “GoldenEye 007” ลงเครื่อง Nintendo 64 ในปี 1997 ต่อยอดจากภาพยนตร์ที่เข้าฉายเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า
(แน่นอน เพียร์ซ บรอสแนน ต้องมารับบทในเกมต่อ) รวมถึง “James Bond 007” ลงเครื่อง Game Boy ในปี 1998

ปี 1999 ลิขสิทธิ์ เจมส์ บอนด์ 007 เปลี่ยนมืออีกครั้งสู่ Electronic Arts หรือ EA และเกมก็ออกมารัว ๆ นับแต่นั้น ทั้ง “Tomorrow Never Dies” (1999), “The World Is Not Enough” กับ “007 Racing” (2000), “James Bond 007: Agent Under Fire” (2001), “James Bond 007: Nightfire” (2002), “James Bond 007: Everything or Nothing” (2003), “GoldenEye: Rogue Agent” (2004) และ “From Russia with Love” (2005) ซึ่งแทบทุกภาคที่กล่าวมา เพียร์ซ บรอสแนน พระเอกบนแผ่นฟิล์ม ตามมารับบทในเกมด้วย ยกเว้น From Russia with Love ที่นอกจากจะย้อนยุคทำเกมย้อนรอยภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี 1963 แล้ว ยังได้ ฌอน คอนเนอรี พระเอกในภาคนั้นกลับมาให้เสียง เจมส์ บอนด์ อีกด้วย (ส่วนโมเดลตัวละคร ปั้นจากในหนังแทน)

ปี 2006 ลิขสิทธิ์เกม เจมส์ บอนด์ 007 เปลี่ยนมือสู่ค่าย Activision ก่อนที่จะปั๊มเกมออกมารัว ๆ เช่นเคย โดยใช้ แดเนียล เครก เป็นตัวละครต้นแบบ เริ่มตั้งแต่ “James Bond 007: Quantum of Solace” ในปี 2008, “James Bond 007: Blood Stone” และ “GoldenEye 007” ฉบับรีเมค ในปี 2010 (ทำลงเครื่อง Wii และ Nintendo DS ก่อนปล่อยเวอร์ชัน PlayStation 3 กับ Xbox 360 ในชื่อ “GoldenEye 007: Reloaded” ปีต่อมา) รวมถึง “007 Legends” ฉลองครบรอบ 50 ปีของภาพยนตร์ ในปี 2012

และนี่คือครั้งสุดท้าย ที่เราได้เห็น เจมส์ บอนด์ 007 โลดแล่นในเกมจนถึงทุกวันนี้

● อาถรรพ์เกมจากภาพยนตร์

จักรวาลเกม เจมส์ บอนด์ 007 นอกจากจะมีมากมายเกือบ 30 ภาค แล้ว ยังมีรายละเอียดที่ค่อนข้างผิดแผกแตกต่างจากขนบทั่วไปไม่น้อย

โดยปกติ เกมที่สร้างจากภาพยนตร์แอ็กชัน ก็มักจะสร้างตามรอยหนัง ด้วยการเป็นเกมแนวแอ็กชันเช่นกัน แต่จักรวาลเกม เจมส์ บอนด์ 007 นั้นมีหลากหลายแนวเหลือเกิน เพราะถึงส่วนใหญ่จะเป็นเกมแนว Shooter ซึ่งก็แตกสาขามาเพียบ ทั้งบุคคลที่ 1, บุคคลที่ 3 รวมถึง Scrolling shooter (หากนึกภาพไม่ออก ก็คล้าย ๆ กับเกม Contra ในตำนานนั่นเอง) แฟรนไชส์เกมสายลับสังกัด MI6 ของสหราชอาณาจักร ยังมีเกมแนวอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งขับรถ หรือแม้กระทั่ง Interactive fiction เลือกตอบคำถามที่จะส่งผลถึงเนื้อเรื่องต่อไปในเกม

ไม่เพียงเท่านั้น แม้จะได้รับลิขสิทธิ์ในการใช้ชื่อ ทว่าเนื้อเรื่องในแต่ละภาคก็แตกต่างกัน บางภาคเป็นส่วนขยายของเรื่องราวในภาพยนตร์ บางภาคก็อิงจากนิยาย ขณะที่บางภาค ก็เป็นการเขียนเรื่องขึ้นใหม่เพื่อใช้ในเกมโดยเฉพาะ

เช่นเดียวกับตัวละครต้นแบบ เจมส์ บอนด์ ที่บางภาคใช้โมเดลนักแสดงฉบับภาพยนตร์ ทั้ง ฌอน คอนเนอรี, โรเจอร์ มัวร์, ทิโมธี ดาลตัน, เพียร์ซ บรอสแนน, แดเนียล เครก (ส่วน จอร์จ ลาเซนบี ถูกแฟนหนังหลายคนลืม เพราะเล่นเพียงภาคเดียวไม่พอ ยังถูกลืมในฉบับเกมอีก เพราะไม่มีเกมใดที่อิงโมเดลจากตัวเขาเลย) แต่บางภาคกลับไม่ได้อิงนักแสดงจากหนัง

และเมื่อพูดถึงเกมที่สร้างจากภาพยนตร์ เสียงวิจารณ์ที่มักได้ยินเสมอคือ เกมมักไม่สนุกเทียบเท่ากับประสบการณ์ที่ได้รับบนแผ่นฟิล์ม จะว่าไป ก็เหมือนเป็นภาคกลับของภาพยนตร์ที่สร้างจากเกม ซึ่งผลลัพธ์ออกมามักไม่เป็นที่น่าปลื้มใจแทบจะเสมอ

เกมในจักรวาล เจมส์ บอนด์ 007 ก็หนีเสียงวิจารณ์เหล่านี้ไม่พ้นเช่นกัน คำวิจารณ์ของเกมส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงกลาง ๆ ระหว่างคาบเส้นผ่านหวุดหวิด กับสอบตก

อย่างเช่น 007 Racing ที่แม้จะใช้ชื่อว่า Racing แต่อันที่จริงเป็นแนวขับรถทำภารกิจในเกมเสียมากกว่า ซึ่ง ดั๊ก เพอร์รี จาก IGN ที่ให้คะแนน 5/10 กล่าวว่า “ก็เป็นเกมที่เล่นได้ หากไม่คาดหวังอะไรกับมัน” ส่วน พอล แอนเดอร์สัน จาก Game Informer แม้จะให้คะแนน 7/10 จากบางภารกิจที่ออกแบบมาดี แต่ก็สับกราฟิกของเกมว่า “น่าเกลียดเอามาก ๆ” … ทั้ง ๆ ที่ EA ผู้สร้าง ก็มีแฟรนไชส์เกมขับรถระดับตำนานอย่าง Need For Speed เป็นต้นแบบ

ขณะที่ 007 Legends ที่ทำขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของแฟรนไชส์ภาพยนตร์นั้นสาหัสกว่ามาก สำนักข่าวเกมอย่าง IGN สับเกมนี้แหลก หลังให้คะแนน 4.5/10 ว่าเหมือนกับ “Call of Duty ต้นทุนต่ำ” อีกทั้งการนำ เจมส์ บอนด์ ฉบับ แดเนียล เครก ไปลุยในภารกิจของภาพยนตร์ยุคเก่าอย่าง Goldfinger กับ Moonraker ก็ดูไม่เข้ากันอย่างแรง

อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือไม่ ไม่แน่ชัด แต่หลังจากที่ 007 Legends ออกมาไม่นาน ลิขสิทธิ์การสร้างเกมก็หลุดจาก Activision และเรายังไม่ได้เห็นเกมในจักรวาล เจมส์ บอนด์ 007 ตัวใหม่ออกมาจนถึงทุกวันนี้

● ของดียังมีอยู่

โดยปกติแล้ว ยอดขายเกมในจักรวาล เจมส์ บอนด์ 007 ตั้งแต่เข้าสู่ยุค 1990s เป็นต้นมา มักจะอยู่ที่ราว 1-2 ล้านก๊อปปี้ อาจจะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าบ้าง ขึ้นอยู่กับคำวิจารณ์ และกระแสของเกมภาคนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม มีภาคหนึ่งที่ทำยอดขายดีกว่าภาคอื่น ๆ แบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ที่มาในแง่บวกอย่างชัดแจ้ง ซึ่งภาคเพชรยอดมงกุฎแห่งจักรวาลนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1997 เลยทีเดียว

GoldenEye 007 คือเกมดังกล่าว นี่คือเกม เจมส์ บอนด์ 007 ที่ได้รับคะแนนจากนักวิจารณ์ดีที่สุด สื่อดังอย่าง IGN กับ GameSpot ให้คะแนนสูงถึง 9.7 กับ 9.8 จากเต็ม 10 ตามลำดับ เช่นเดียวกับคำวิจารณ์ที่ดีไม่แพ้กัน โดยกล่าวชื่นชมสภาพแวดล้อมในเกม, แอนิเมชัน รวมถึงเอฟเฟกต์ที่สมจริง เท่าที่เทคโนโลยีในยุคนั้นจะสร้างได้ ไม่เพียงเท่านั้น ภารกิจของเกมยังมีความหลากหลาย สมกับเป็นเกมสายลับ ทั้งปกป้องตัวประกัน, ขับรถไล่ล่า แถมยังมีโหมด Deathmatch แบ่ง 4 หน้าจอเล่นยิงกับเพื่อนได้อีก

แม้จะเป็นเกมที่มีอายุกว่า 20 ปี แต่ GoldenEye 007 นั้นได้รับคำชมว่าสนุกข้ามกาลเวลา พร้อมยอดขายมากกว่า 8 ล้านก๊อปปี้ ซึ่งถึงจะมีการรีเมคในปี 2010 และ 2011 ตามที่กล่าวไปข้างต้น ก็ยังสนุกไม่เท่าตัวต้นฉบับ

อย่างไรก็ตาม ก็เหมือนกับเครดิตปิดท้ายในภาพยนตร์ทุกภาค “James Bond will return.” จักรวาลเกม เจมส์ บอนด์ 007 ก็ไม่ตายง่าย ๆ เช่นกัน เพราะเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา IO Interactive สตูดิโอที่สร้างชื่อจากแฟรนไชส์เกม Hitman เปิดตัว “Project 007” ซึ่งได้รับลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยด้วยว่านี่จะเป็นเกมที่เราได้เห็นต้นกำเนิดของ เจมส์ บอนด์ สู่การเป็นสายลับรหัส 00

Project 007 ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงก่อนการสร้าง และยังไม่เปิดเผยกำหนดวางจำหน่ายออกมา เราจะได้เล่นกันตอนไหน ? แล้วเกมจะออกมาอย่างไร จะสร้างความทรงจำได้อย่าง GoldenEye 007 ฉบับออริจินอล หรือเป็นได้เพียง “โล้นบาร์โค้ด” Hitman นักฆ่ารหัส 47 ฉบับต้นทุนต่ำ ? อีกไม่นานคงไม่รู้กัน

แหล่งอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/James_Bond_in_video_games
https://jamesbond.fandom.com/wiki/James_Bond_video_game
shttps://www.denofgeek.com/games/best-james-bond-007-games-ever/
https://www.techradar.com/sg/news/gaming/the-10-best-james-bond-games-of-all-time-1307511

About Author
บทความโดย
JBP