Review : Call of Duty: Vanguard ยิงเพลินไม่เกินคาด


กลับมาอีกครั้งกับ Call of Duty ภาคใหม่ประจำปี 2021 ซึ่งเป็นภาค 18 ของซีรีส์นี้ ได้ทีมผู้รับผิดชอบพัฒนาคือ Sledgehammer Game โดยมีเนื้อหาของสงครามโลกครั้งที่สองอีกครั้ง แต่ทางผู้พัฒนาเลือกเล่าเรื่องที่แตกต่างจากหน้าประวัติศาสตร์ 

Len.game – พามาดูกันว่า Call of Duty: Vanguard มีอะไรน่าสนใจบ้าง ทั้งในแง่การเล่าเรื่อง รูปแบบเกมเพลย์ รายละเอียดกราฟิก และโหมด Multiplayer เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ว่าน่าซื้อมาเล่นหรือไม่

เนื้อเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับการตีความใหม่ 

โหมด Campaign แบบเล่นคนเดียว เปิดเรื่องมาเราจะได้รับบทเป็น Novak หนึ่งในทีม Task Force One ทั้ง 6 คน ปฏิบัติภารกิจลับที่อาจเรียกได้ว่าเป็นภารกิจฆ่าตัวตายกันเลย โดยเรื่องราวเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ Adolf Hitler ตายลง และนาซีพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งนี้ แต่เหมือนว่าอันตรายต่อโลกยังไม่จบสิ้น เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรรับรู้ถึงแผนการที่เรียกว่า Project Phoenix โครงการลับที่มีนายพล Heinrich Freisinger เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง 


เกมจะนำผู้เล่นย้อนสู่บรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกครั้ง เราจะได้รับบทเป็นทหารผู้กล้า 4 คนจากทั่วโลก ซึ่งแต่ละคนจะมีเนื้อเรื่อง และภารกิจต่างกัน เพื่อให้ผู้เล่นรับประสบการณ์แตกต่างออกไปตามสมรภูมิ โดย 4 ตัวละครหลักเหล่านี้ จะนำคาแรกเตอร์อ้างอิงมาจากบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์
แต่ปรับเรื่องราวให้สนุกน่าติดตามมากขึ้น

  • Arthur Kingsley – พลร่มชาวอังกฤษ กับภารกิจทำลายป้อมปืนใหญ่ก่อนรุ่งสาง
  • Polina Petrova – ทหารหญิงหนึ่งในพลซุ่มยิงของสหภาพโซเวียต ต้องต่อสู้เอาตัวรอดในเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง และกองทัพเยอรมัน พร้อมทำภารกิจลอบสังหารทหารนาซี
  • Wake Jackson – นักบินชาวอเมริกัน กับการขับเครื่องบินฝ่าตะลุยเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมเอาชีวิตรอดจากทหารญี่ปุ่น
  • Lucas Riggs – ทหารราบในกองทัพออสเตรเลีย กับภารกิจซุ่มโจมตีขบวนเสบียงของนาซี และภารกิจแนวหน้าทำลายรถถังศัตรู

และสุดท้ายเนื้อเรื่องจะมาบรรจบกันตรงปัจจุบันพอดี โดยในช่วงท้าย ๆ เราจะได้เล่นเป็นตัวละครทั้ง 4 ที่บุกไปทำลายแผนการของนายพล Heinrich Freisinger เป็นการปิดฉากภารกิจอย่างสวยงาม

โดยรวม ๆ การเล่าเรื่องถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่งง จบเคลียร์ไม่มีประเด็นอะไรค้างคา เหมือนดูหนัง 4 เรื่องแล้วมารวมภาคในองค์สุดท้าย 

(ตัวร้ายประจำภาคนี้ Heinrich Freisinger เปิดตัวมาพร้อมกับฉากสุดโหด)

(ภารกิจทำลายป้อมปืนของ Arthur Kingsley )

“ชัยชนะจะไม่มีความหมายอะไร เมื่อเธอตาย” พ่อของ Polina Petrova พูดกับเธอ

Wake Jackson ขับเครื่องบินรบเหนือน่านฟ้ามหาสมุทรแปซิฟิก

Lucas Riggs กับภารกิจซุ่มโจมตีขบวนเสบียงของนาซี

เกมเพลย์เพิ่มระบบสกิลตัวละคร และการต่อสู้อันดุดัน 

รูปแบบเกมเพลย์ของภาคนี้ จะเน้นการต่อสู้ด้วยปืนอันดุดัน ระบบต่าง ๆ เข้าถึงง่าย ยิ่งเป็นแฟน ๆ จากภาคก่อน ๆ แทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เพิ่มฟังก์ชันการเล่นมาช่วยด้วย เช่น เข้าที่กำบัง แล้วยิงปืนผ่านที่กำบัง ,ชักแม็กกาซีนระหว่างเล็งปืน (แม้ว่ามันออกจะเกินจริงไปก็ตาม) ก็ถือเป็นระบบที่ผู้เล่นใช้ประโยชน์ได้บ่อย ๆ  

ศัตรูภายในเกม แม้ว่า AI จะไม่ได้ฉลาดอะไรมาก แต่ก็มีความท้าทายอยู่ การเดินออกไปยิงแหลกนี่แทบจะทำไม่ได้เลย อีกทั้งภาคนี้มีการเพิ่มระบบสู้บอสออกมา เช่น ต้องสู้กับทหารเกราะที่ยิงไม่เข้า หรือสู้กับหัวหน้าระดับนายพล ที่ต้องย่องเข้าหาโดยมีแค่มีดเล่มเดียว หรือ ยิงปืนสู้กับเครื่องบิน ก็ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดีสำหรับแฟน ๆ Call of Duty  

อีกเรื่องที่ลืมไม่ได้ คือระบบความสามารถของตัวละคร ในช่วงแรกเนื้อเรื่องจะแยกกันเล่าเรื่องของตัวละคร และทุกตัวละครก็จะมีสกิลของตัวเอง ซี่งตลอดทั้งเกมเราจะได้ซึมซับความสามารถของพวกเขา ผ่านการเล่นในแต่ละ Chapter 

  • Arthur Kingsley – จะมีความเป็นผู้นำสูง สกิลของเขาจะเป็นสั่งการโจมตีศัตรูได้
  • Polina Petrova – มีความคล่องตัว พลิ้วไหวลอบเร้นจากสายตาศัตรู เธอสามารถปีนป่ายกำแพงได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ของเกมในโหมด Single Player เพียงอย่างเดียว (น่าเสียดายมีเพียงแค่ไม่กี่ฉากให้เล่น) อีกทั้งยังมีความสามารถในการใช้ปืนสไนเปอร์ได้เป็นอย่างดี 
  • Wake Jackson – มีความสามารถในการขับเครื่องบินรบ และสกิล Focus เพ่งสมาธิเพื่อฟังเสียงตำแหน่งของศัตรู เพื่อสังหารแบบ One Shot Kill
  • Lucas Riggs – มีความเชี่ยวชาญเรื่องระเบิด สามารถพกระเบิดหลายชนิด และหยิบมาเลือกใช้อย่างถูกต้องตามสถานการณ์

(สู้กับบอสเครื่องบิน)

สกิลการปีนป่ายของ Polina Petrova

สกิล Focus ของ Wake Jackson

AI ศัตรูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ บางจุดที่ควรมองเห็นกลับไม่เห็น

ภาพสวยรายละเอียดดี ไม่กินสเปค

ในเรื่องของกราฟิก Call of Duty: Vanguard นั้น ก็ทำออกมาน่าประทับใจ แสงเงาในเกมดูสมจริง เก็บรายละเอียดสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น แอนิเมชันตัวละคร อาวุธ สนามรบ ฉากในเมือง ฉากป่า ต้องยกความดีความชอบให้กับ IW 8 Engine ที่ต่อยอดจากภาค Modern Warfare ในปี 2019 ออกมาได้สวยงามสมจริงมาก ๆ 

แสงเงาสวยสมจริง

เฟรมเรทจากการ์ดจอ 1070ti ปรับ Ultra 1080p

ตัวเกมไม่ต้องการสเปคแรงมาก (ผู้เขียนใช้ การ์ดจอ 1070Ti + intel i5 10500) เล่นแบบ 1080p ปรับ Preset Ultra เฟรมเรทที่ได้คือประมาณ 100fps โดยรวมถือว่าสอบผ่านแบบฉลุย เรื่องกินทรัพยากรเครื่อง อีกทั้ง Call of Duty: Vanguard ใช้พื้นที่ติดตั้งเพียง 75 GB นิดๆ (ไม่รวม Call of Duty: Warzone) ถือว่าทีมพัฒนาเรื่องการกินพื้นที่เครื่อง ซึ่งเป็นจุดด้อยในภาคก่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี 

Multiplayer Mode เกมรวดเร็วกระชับ โหมดใหม่สนุกตื่นเต้น 

แฟนๆ ที่เคยเล่น Call of Duty จะรู้อยู่แล้วว่าเสน่ห์ของโหมด Multiplayer คือเกมที่กระชับ รวดเร็ว ฉับไว
ในแผนที่จำกัด แน่นอนภาค Call of Duty: Vanguard ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ในภาคนี้จะมีมาให้ทั้งหมด 20 แผนที่ (อนาคตอาจมีอัพเดทเพิ่ม) แบ่งเป็น 16 แผนที่ สำหรับโหมดหลัก ๆ ที่ผู้เล่นรู้จักดี ได้แก่ Team Deathmatch, Domination, Kill Confirm, Search and Destroy, Patrol, Free for All, Hardpoint  และ 4 แผนที่ สำหรับโหมดใหม่อย่าง Champion Hill ต่อยอดการพัฒนาจากโหมด Gunfight จากภาค Modern Warfare ที่ให้ผู้เล่นทั้งหมด 8 ทีมสู้กันเพื่อเก็บแต้ม หากใครแต้มหมดถือว่าแพ้ ซึ่งเป็นอีกโหมดที่สนุกตื่นเต้นมาก ๆ 

(เมื่อจบเกมจะมีการโหวต MVP สำหรับคนที่ได้คะแนนสูงสุดในตานั้น ใครได้โหวตสูงสุดรับ EXP เพิ่มอีก 25 point)

ผู้เล่นสามารถจัด Loadout ได้เอง เมื่อถึงเลเวลที่กำหนด

สรุป

แม้ว่าภาคนี้เหมือนจะนำเราไปต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (อีกแล้ว) และเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามสูตรสำเร็จ คือ เดาทางไม่ยาก แต่ด้วยการตีความใหม่ พร้อมรูปแบบการเล่าเรื่อง ทำให้ผู้เล่นสนุกและลุ้นไปกับตัวละครได้พอสมควร เมื่อรวมกับกราฟิกงดงาม รายละเอียดสมจริง เสียงปืนสะใจ บวกกับสกิลของตัวละครในแต่ละบท ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้พัฒนาเป็นอย่างดี 

โดยรวม Call of Duty: Vanguard อาจไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุด แต่การพัฒนาความสามารถของตัวละคร ที่มีผลกระทบกับเนื้อเรื่อง โดยใช้ทั้งอารมณ์และความรู้สึก ก็เรียกว่าเพิ่งเคยเห็นในภาคนี้เป็นภาคแรก เชื่อว่าน่าจะเป็นการปูทางไปสู่ภาคต่อ ๆ ไปได้

ซื้อเลย ถ้า

  1. เป็นแฟนประจำของ Call of Duty อยู่แล้ว
  2. ชอบ Multiplayer ที่มีความรวดเร็วฉับไว เข้าใจง่าย
  3. ชอบแนวทางการเล่นเนื้อเรื่องเหมือนดูหนังดี ๆ เรื่องหนึ่งที่ชวนติดตาม
  4. ชอบธีมต่อสู้แนวสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่าซื้อดีกว่า ถ้า

  1. อยากเล่น Single player ที่ยาวขึ้นกว่าภาคก่อน ๆ – แม้จะเป็นเรื่องราวของ 4 ตัวละคร แต่รวม ๆ แล้วความยาวก็เท่ากับภาคอื่น ๆ
    ในซีรีส์
  2. ต้องการเล่น Multiplayer ที่มี Map ใหญ่ๆ 
  3. เบื่อการใช้ธีมสงครามโลกครั้งที่สอง 

Call of Duty: Vanguard ว่างจำหน่ายแล้ววันนี้
Platform PS5/PS4/XboxOne/Xbox X/S/ PC

About Author
AUTHOR