10 เรื่องควรรู้ก่อนเล่น God of War สำหรับชาว PC


เป็นเวลา 17 ปีแล้วที่ซีรีส์ God of War อยู่บนความครอบครองของ PlayStation นับตั้งแต่ PS2 เป็นต้นมา และ 15 ม.ค. นี้ จะเป็นวันแรกที่ชาว PC ได้สวมบทบาทเป็น เครโทส (Kratos) เพื่อต่อกรกับเหล่าทวยเทพกันเสียที

God of War ภาคที่ชาว PC จะได้เล่นกันนี้ เคยเป็นเอ็กซ์คลูซีฟบน PS4 มาเมื่อปี 2018 หากใครเคยเล่นมาแล้ว รวมถึงภาคเก่า ๆ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองมาก่อน เราได้รวบรวม 10 เรื่องที่ควรรู้ไว้ก่อนจะไปเล่นเกมนี้กัน

1. God of War ใน PC จะมี Performance Feature สูงกว่าใน PlayStation

เกม God of War ในเวอร์ชัน PC จะมี Feature ให้ปรับแต่งได้เยอะกว่าในเวอร์ชันคอนโซล เนื่องจาก PC นั้นมีความหลากหลายด้าน Hardware มากกว่า ดังนั้นข้อจำกัดทาง Performance จึงไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป โดย Feature หลัก ๆ ได้แก่

– High Fidelity Graphic : ตัวเกมสามารถรันที่ความละเอียด 4K แบบไม่ล็อกเฟรมเรต (Frame Rate) รวมถึงการปรับแต่งแสง เงา และความคมชัดของวัตถุ

– NVIDIA DLSS AND REFLEX Support : ตัวเกมจะรองรับเทคโนโลยี DLSS จากการ์ดจอ RTX ขึ้นไป ที่ช่วยประมวลผลเพื่อเพิ่มเฟรมเรต และลด Latency เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

– Controller Customization : ตัวเกมรองรับ จอย DualSense ของ PS5 ที่มาพร้อมระบบ Haptic Feedback เช่นเดียวกับ DualShock รวมไปถึงคอนโทรลเลอร์แบบอื่น ๆ ด้วย โดยสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับการเล่นได้หลากหลาย ส่วนการบังคับแบบใช้เมาส์-คีย์บอร์ด ก็ทำได้เช่นกัน แต่อรรถรสที่ได้ก็จะลดลงพอสมควร เพราะเกมใช้การสั่นของคอนโทรลเลอร์ประกอบการเล่าเรื่องอยู่ไม่น้อย

– Ultra-Wide Support: God of War เป็นอีก 1 เกมที่รองรับ อัตราส่วนแสดงภาพที่ 21:9 รองรับจอเช่น Samsung Odyssey G9 เป็นต้น

2. เนื้อเรื่องต่อจาก God of War ไตรภาค จาก PlayStation 2 / PlayStation 3

เกมนี้ถือเป็นภาคหลักที่ 4 ของ God of War โดยภาค 1, 2 ลงให้กับ PlayStation 2 ในปี 2005 และ 2007 ตามลำดับ ส่วนภาค 3 ลงให้กับ PlayStation 3 ในปี 2010 สำหรับผู้เล่น PC ที่ไม่เคยสัมผัสภาคก่อน ๆ อาจจะต้องทำการบ้านในส่วนเนื้อเรื่องกันสักหน่อย เพราะแต่ละภาคในเกมมีเรื่องราวต่อเนื่องกัน และมีจุดพีคที่เรียกว่าหากไม่รู้เรื่องก็อาจจะงงว่าคืออะไร เอาเป็นว่าในส่วนเนื้อเรื่องใครที่ไม่เคยติดตามมาก่อน ลองไปหาอ่านหรือดู Youtube สรุปเรื่องราวเพื่อเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมนี้ ก็ถือว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียว

3. เกม God of War มีความยากหลายแบบให้ปรับ

ในเกมนี้จะมีความยากหลากหลายแบบให้ปรับกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเลือกความยากระดับไหนลองประเมินฝีมือตัวเองคร่าว ๆ ก่อน เพราะบางความยาก ไม่สามารถปรับขึ้นลงไปมาได้

ความยากที่ในเกมให้มีดังนี้

  • Give Me a Story: คือความยากระดับต่ำสุด เหมาะสำหรับสายเสพเนื้อเรื่องอย่างเดียว ศัตรูในความยากระดับนี้ค่อนข้างอ่อนแอมาก และตัวละครเราจะถึกถึงขนาดที่ว่าศัตรูรุมก็ยังชิลล์ ๆ ผู้เล่นสามารถปรับเพิ่มความยากได้ หากต้องการประสบการณ์ที่ท้าทายกว่า
  • Give Me a Balance Experience: ความยากระดับสมดุลที่สมเหตุสมผล เป็นระดับมาตรฐานที่ผู้เล่นนิยมใช้มากที่สุด
  • Give Me a Challenge : เกมระดับยาก และเพิ่มความท้าทายขึ้นมาอีกขั้น ตัวเกมจะทำให้ผู้เล่นเสียเปรียบมากขึ้น เหมาะสำหรับคอเกมแนว Souls หรือแนว Action ยาก ๆ ต้องอาศัยความชำนาญระดับหนึ่ง
  • Give Me a God of War : ความยากระดับสูงสุด เป็นระดับที่ถ้าให้เทียบคือมันเกินไปกว่าแนว Souls แล้ว เนื่องจากเกมจะปรับให้ตัวละครผู้เล่นอ่อนแอมาก ๆ และศัตรูจะตีแรงมาก แถมฉลาดขึ้นสุด ๆ ใครเลือกระดับนี้ จะไม่สามารถเปลี่ยนความยากให้ลดลงได้ด้วยนะ

4. ในเกมมีปริศนาให้แก้

สำหรับคนเล่น God of War มาทุกภาค จะรู้ว่าซีรีส์นี้จะมีปริศนาให้แก้อยู่เสมอ และเช่นกัน God of War ภาคนี้ก็จะมีปริศนาทั้งยากและง่ายให้ทำ เช่น ปาขวานไปจุดที่กำหนดให้ทันเวลา ของรางวัลที่ได้ก็จะเป็นพวก Item Upgrade หากใครไม่เคยเล่นก็ต้องหมั่นสำรวจสักหน่อย ทั้งซ้าย ขวา บน ล่าง ก่อนจะเดินไปต่อ ไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดอะไรดี ๆ ก็ได้

5. Atreus มีประโยชน์มากกว่าแค่เป็น Ai เดินตามเฉยๆ

อเทรอุส (Atreus) ลูกชายของ เครโทส นั้นเป็นตัวละครที่เราไม่สามารถเล่นได้ แต่สามารถกดคำสั่งให้ยิงสกิลได้ ซึ่งบางสกิลก็เป็นประโยชน์ในการต่อสู้หลาย ๆ สถานการณ์ ช่วงแรกอาจไม่เห็นผลมากนัก แต่เมื่ออัปสกิลไปเรื่อย ๆ จะรู้ว่าเจ้าเด็กนี่มีประโยชน์มากทีเดียว ดังนั้นผู้เล่นสามารถใช้อเทรอุสช่วยสู้ตามสถานการณ์ได้เลย

6. มีบอสลับด้วยนะ

ใน God of War ภาคนี้หากเล่นไปถึงจุด ๆ หนึ่ง จะสามารถเข้าไปสู้กับบอสลับ ซึ่งก็คือ เหล่า Valkyries ทั้ง 9 นั่นเอง ซึ่ง Valkyries นั้นไม่เพียงแต่เป็นบอสลับ ทุกตัวยังมีเมคานิกเป็นของตัวเอง พร้อมทั้งมีสกิลของตัวเองอีกด้วย ดังนั้นการสู้กับพวกเธอจึงเป็นการสู้ที่ยากลำบากมาก ๆ หากอยากเอาชนะ ต้องอาศัยความชำนาญและการฟาร์มในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่านี่คือจุดท้าทายของเกมนี้

7. มีฉากกึ่ง ๆ Open World

เมื่อดำเนินเนื้อเรื่องถึงจุดหนึ่งแล้ว ตัวเกมจะเริ่มมีเควสต์ย่อย (Optional Quest) ซึ่งแผนที่ตรงนั้นจะเป็นแผนที่กึ่ง ๆ Open World สามารถทำเควสต์ไหนก่อนหลังก็ได้ ซึ่งของรางวัลก็จะเป็นพวกชุดเกราะต่าง ๆ แต่หากผู้เล่นทำแต่เควสต์เนื้อเรื่อง ตัวเกมก็อาจจะบังคับเข้าสู้เส้นเนื้อเรื่องอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นหากไม่อยากพลาดอาจต้องทำให้หมดก่อน ไม่อย่างนั้นต้องวนมาทำใหม่ตอนที่จบเกม

8. สกิล Spartan Rage (Rage Mode)

สกิล Spartan Rage นั้นคือสกิลที่ติดตัวเครโทสมาตั้งแต่ภาคแรก โดยในแต่ละภาคก็มีพลังต่างกันไป แต่วิธีใช้และจังหวะการใช้ก็จะคล้ายกัน โดยในภาคนี้เมื่อกดใช้ก็จะเป็นการใช้หมัดโจมตีทำคอมโบด้วยความโกรธล้วน ๆ ซึ่งหากอัพสกิลนี้ไปถึงขั้นสุดก็จะยิ่งแรงขึ้น และมีท่าที่แค่กระทืบพื้น มอนสเตอร์ก็จะได้รับความเสียหายแล้ว ดังนั้นถือเป็นหนึ่งในสกิลสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นได้เปรียบ รวมไปถึงการพลิกสถานการณ์ในช่วงที่ตกเป็นรองด้วย

9. Eyes Of Odin

ในเกมจะมีนกอีกาสีเขียวกระจายอยู่ทั่วเกมให้ผู้เล่นได้ปาขวานใส่ ซึ่งเรียกว่าอีกา Eyes of Odin ตามเนื้อเรื่องแล้วอีกาเหล่านี้คือ กล้อง CCTV ของ Odin เทพเจ้าผู้ปกครองดินแดนนอร์ส ถูกส่งมาเฝ้ามองการกระทำของทั้งสองพ่อลูก หากผู้เล่นทำลายครบทั้ง 51 ตัว ก็จะปลดล็อกถ้วยรางวัล (สำหรับใน PlayStation คือ Allfather Blinded Trophy) ฉะนั้นระหว่างทางพยายามสังเกตอีกาพวกนี้ให้ดี ๆ

10. ดินแดน Niflheim

Niflheim คือดินแดนหนึ่งที่สามารถปลดล็อกเข้าไปได้โดยหาไอเท็มที่ชื่อว่า Niflheim Language Ciphers ทั้ง 4 ชิ้นที่กระจายอยู่ทั่วเกม ซึ่งหากได้มาครบแล้ว ผู้เล่นจะสามารถเดินทางไปยังดินแดนนี้ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกพิษ ซึ่งตัวละครจะมีเกจบอกว่าสามารถทนทานหมอกพิษได้แค่ไหน หากเกจหมดหลอดแปลว่าต้องรีบออกไปโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นค่า HP จะลดลงเรื่อย ๆ จน Game Over ในที่สุด

ซึ่งดินแดนนี้จะถูกทำเป็นเขาวงกตขนาดใหญ่ จะมีหีบที่ดรอปแรร์ไอเทม และสามารถฟาร์ม Mist Echoes เพื่อคราฟต์และอัปเกรดชุดได้ รวมถึงมี Area สำหรับสู้กับหนึ่งใน Velkyries ด้วย

About Author
AUTHOR