8 เรื่องสุดเจ็บ.. เล่นเกมตอนเด็ก VS เล่นเกมตอนเป็นผู้ใหญ่


ในช่วงชีวิตของแต่ละคน ล้วนมีประสบการณ์ในการเล่นเกมที่ต่างกัน บางคนอาจทันได้เล่นเครื่องเกมคอนโซลยุค 80-90 บางคนอาจทันได้เล่นเกมออนไลน์ยอดฮิต แต่ในช่วงวัยที่ยังเป็นเด็กอยู่นั้น การจะได้เล่นเกมสักเกมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอได้จับก็เต็มที่ไปกับมัน ในทางกลับกัน พอเราโตขึ้น ทุกอย่างมีการพัฒนามากขึ้นรวมไปถึงเกมที่เราเล่น แต่เรากลับให้เวลากับเกมได้น้อยลง

ในอัลบั้มนี้ เราจะพาทุกคนไปย้อนความหลัง เกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นเกมในวัยเด็กของแต่ละคน เทียบกับช่วงวัยที่เราเป็นผู้ใหญ่ เข้าสู่ช่วงที่ทำงานแล้ว ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ส่วนใครที่กำลังอยู่ระหว่างสองช่วงวัยนี้ ก็ให้อัลบั้มนี้เป็นพื้นที่สำหรับเตรียมพร้อมล่วงหน้า ก่อนที่จะได้พบกับประสบการณ์เหล่านี้ในอีกไม่นาน

1. ตอนยังเป็นเด็ก ใช้เวลากว่าจะเก็บเงินเติมเกมได้ – ตอนเป็นผู้ใหญ่ มีเงินมากพอ แต่ไม่ค่อยมีเวลา

ในวัยเรียนของแต่ละคน ผู้ปกครองจะให้ “ค่าขนม” ไว้สำหรับหาซื้ออาหารหรือขนมทานระหว่างพักเที่ยง หรือขากลับบ้าน และไม่ใช่เงินที่มีมูลค่ามากนัก โดยส่วนมากมักจะพอกับค่าเดินทางไปโรงเรียน หรือทานขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในช่วงนั้น การอดใจไม่ทานชนมเพื่อเก็บเงินมาเติมเกม หรือสะสมเงินให้มากพอเพื่อซื้อเกมที่อยากได้ แทบจะเป็นเรื่องปกติ

ในทางกลับกัน เมื่อถึงวัยที่ทำงานหาเงินได้เอง จนอยู่ในจุดที่พอใช้จ่ายไปกับความบันเทิงได้ รวมไปถึงการเติมเกมที่ชอบเล่น หรือซื้อเกมที่อยากเล่น แต่เพราะต้องแบ่งเวลาไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำให้การเล่นเกมในแต่ละวันอาจไม่เต็มที่ จนอาจต้องเล่นทีเดียวในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ยังดีที่ยุคนี้ การเล่นเกมบนมือถือทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมได้ทุกที่ และเกมจำนวนหนึ่งมีรอบการเล่นที่สั้นลง และจบไวขึ้น 

2. ตอนยังเป็นเด็ก แยกเกมแท้-เถื่อนไม่ออก – ตอนเป็นผู้ใหญ่ ชดใช้บาปรัว ๆ

เชื่อว่าในร้านขายของหน้าโรงเรียน หรือตลาดนัดหลายแห่งในยุคหนึ่ง จะมี “แผ่นเกม” วางจำหน่าย และแน่นอนว่าไม่ใช่แผ่นเกมถูกลิขสิทธิ์ ที่พบได้บ่อยในช่วงหนึ่ง เช่น เกมดังแผ่นละร้อยบาท และบทเรียนของการสังเกตว่าเกมแบบใดเป็นของแท้ หรือของเถื่อน นั้นไม่มีสอนในตำราเรียน และต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกยาวนานพอสมควร

เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เทคโนโลยีเข้าถึง ผู้เล่นจำนวนมากมี PC เข้าถึงหน้าร้านค้าออนไลน์อย่าง Steam หรือ Epic Games Store ได้ และพบว่าเกมที่วางจำหน่ายในร้านเหล่านั้น คือเกมที่เราเคยซื้อมาในราคาแผ่นละร้อยบาท หรือดาวน์โหลดเกมเถื่อนมาติดตั้ง Crack เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เราก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาของการไถ่บาป เพื่อชดเชยเงินที่เคยละเมิดลิขสิทธิ์ในวันนั้น กลับสู่ผู้พัฒนาเกมในวันนี้

3.ตอนยังเป็นเด็ก มีปิดเทอมให้เคลียร์เกม – ตอนเป็นผู้ใหญ่ ต้องรอวันหยุดยาวถึงจะเต็มอิ่ม

เพราะชีวิตวัยทำงานไม่มีปิดเทอม ใครที่กำลังอยู่ในวัยเรียนก็ควรใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด เวลาเรียนควรเรียนให้เต็มที่ ส่วนเวลาพักควรพักให้เต็มที่เช่นกัน ยิ่งในช่วงปิดเทอมที่นักเรียนต่างหยุดกัน การเล่นเกมที่ตนเองซื้อมาให้จบก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ รวมทั้งการได้นัดเพื่อนมาร่วมวงเล่นเกมออนไลน์ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม

พอเข้าสู่วัยทำงานแล้ว เวลางานก็ทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนเวลาพักก็พักผ่อนให้เต็มที่เช่นกัน แต่วันพักของคนวัยทำงานไม่ได้ทอดยาวต่อเนื่องเหมือนวัยเรียนอีกต่อไป บางครั้งเวลาที่น้อยลงก็ทำให้เราตัดสินใจไม่ได้ว่า จะเล่นเกมไหนก่อนดี สุดท้ายก็จะจบลงที่การนั่งดูยูทูป เลื่อนอ่านฟีดข่าวบนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เช่นเดิม

4. เล่นเกมตอนยังเป็นเด็ก ระวังโดนดุ – ตอนเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีใครห้าม

เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน นี่คือหน้าที่ของเราล้วน ๆ ที่ต้องควบคุมเวลากิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราให้ดีอยู่เสมอ อย่าเล่นเกมจนต้องเสียการเสียงาน อย่าเติมเกมจนไม่มีใช้ แต่ในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก ผู้ปกครองมักจะควบคุมเวลาเล่นเกมของเรา (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี) แต่ก็มีบางกรณีที่การควบคุมเหล่านี้อาจมากเกินไป จนตัวเด็กรู้สึกกดดันมากกว่าเดิม

5. เล่นเกมในช่วงที่ยังเป็นเด็ก เจอฉาก “โบ๊ะบ๊ะ” อธิบายกับพ่อแม่ยาก!

ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่การเลือกซื้อเกมขณะที่ยังเป็นเด็ก เจ้าของร้านก็ไม่ได้สนใจว่าตัวเกมจะมีเรตติ้งมากขนาดไหน ขอให้ขายได้ก็พอแล้ว เราในวัยเด็กจึงมีโอกาสได้หยิบแผ่นเกม ที่อาจมีความรุนแรงในด้านต่าง ๆ ถ้ามีฉากโหดยังอาจจะพออธิบายได้ แต่ถ้ามีฉากติดเรตส่งไปทางเพศนิด ๆ แล้วขณะที่เล่นมีผู้ปกครองเดินเข้ามาเห็นพอดี ก็เป็นเรื่องยาวได้เหมือนกัน

6. เอาเกมเก่ามาเล่นตอนเป็นผู้ใหญ่ ทำไมภาพมันดูไม่สวยเหมือนตอนเป็นเด็กเลย

เมื่อเวลายิ่งผ่านไป เทคโนโลยีทั้งด้านกราฟิก และเกมเพลย์ในวิดีโอเกมต่างพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกมจำนวนหนึ่งที่เราเคยคิดว่าภาพสวยที่สุดในยุคนั้น พอนำกลับมาเล่นใหม่ในยุคนี้ เรากลับรู้สึกว่ามันตกยุคไปมาก แต่เราก็ยังคงเล่นต่อไปด้วยความคิดถึงช่วงเวลาที่คุ้นเคย เช่น แฟรนไชส์เกมดังอย่าง GTA ที่เราเคยรู้สึกว่าแผนที่ภาค San Andreas มันกว้างมาก แต่ก็กว้างและละเอียดสู้ภาค 5 ไม่ได้

7. เพื่อนที่เคยเล่นเกมด้วยกันวันนั้น โตมาก็ต่างมีชีวิตของตนเอง

เข้าสู่เรื่องราวของความเจ็บปวด เพื่อนในวันนั้นที่ตกเย็นหลังเลิกเรียน พากันเดินทางไปร้านเกมเพื่อจัดทีมตีป้อม Dota พอถึงเวลาเรียนจบก็ต้องแยกย้ายไปเรียนต่อ ไปทำงานในแนวทางที่ตนเองตั้งใจไว้ แม้ว่าในยุคสมัยนี้ การติดต่อสื่อสารเพื่อพูดคุยกันจะเป็นเรื่อง่าย กลุ่มเพื่อที่คุ้นเคยอาจยังคุยกันอยู่ผ่าน Discord แต่การหาจังหวะที่เพื่อน ๆ จะมาเล่นเกมเดียวกันด้วยกันอีกครั้ง ก็ถือเป็นเรื่องยากอยู่ดี

8. เกมออนไลน์ที่เคยเล่นในวัยเด็ก พออยากกลับไปเล่นอีกครั้งพบว่า “ปิดแล้ว”

หนึ่งในเรื่องน่าเศร้าที่สุดของวงการเกมออนไลน์ คือการที่เห็น “เกมที่เรารัก” ต้องปิดตัวลง และจะยิ่งเศร้ากว่าถ้าเกมเหล่านั้นเป็นเกมที่เราเล่นมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่เรายังคงเป็นเด็กเกรียนในร้านเกม ในช่วงปีนี้มีเกมออนไลน์จำนวนหนึ่งที่เปิดให้เล่นมาเป็นหลักสิบปี และเพิ่งปิดให้บริการอย่างถาวร หาเล่นที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Dragon Nest หรือ Heroes of Newerth 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเกมออนไลน์วนเวียนมาเปิด หรือปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก แต่ Getamped จะเปิดให้บริการตลอดไป ไม่มีสิ่งใดล้มล้างทีมงานของเกมนี้ได้

About Author
AUTHOR
นัท ผู้โลดแล่นในวงการเกม และวงการมีมตั้งแต่จำความได้
Graphic
กราฟิก สตรีมเมอร์ และคนคลั่งรัก มักในเนื้อแต่ไม่กินซอยจุ๊