ย้อนความหลัง 9 เหตุการณ์ในร้านเกม


ในยุคหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชอบในการเล่นเกมกับเพื่อน มักจะหาโอกาสตั้งกลุ่มไปเล่นที่ “ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่” หรือ “ร้านเกม” เป็นประจำ แต่ในปัจจุบันนี้ ผู้คนจำนวนมากมี PC ที่บ้านเป็นของตนเอง และเกมจำนวนมากได้เลือกแพลตฟอร์มมือถือ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้เล่นที่กว้างขวางขึ้น จนความสำคัญของ “ร้านเกม” ลดน้อยถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างแม้จะไม่บ่อยครั้งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ในอัลบั้มชุดนี้ เราจะพาทุกคนย้อนความหลัง ไปสัมผัสความรู้สึกในช่วงที่ร้านเกมยังคงรุ่งเรือง กับหลากหลายประสบการณ์ เรื่องราวที่ผู้เล่นในยุคหนึ่งต้องเจอสักครั้งในชีวิต ทั้งด้านดีและไม่ดี และอาจเป็นเรื่องราวที่ไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็เป็นได้

1.เลิกเรียนเจอกัน ตั้งวง LAN

หากย้อนอดีตไปราว 10 ปี เรามักจะได้เห็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา กอดคอพากันไปร้านอินเทอร์เน็ตขาประจำ และสิ่งที่พวกเขาทำเป็นหลักคือการตั้งทีมเล่น DotA ในยุคที่ตัวเกมยังคงเป็นม็อดของ Warcraft 3 แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้เล่นจำนวนหนึ่งสามารถเล่นเกมนี้ผ่าน TCG หรือ Thai CyberGame Network ได้ แต่ด้วยการเข้าถึงของอุปกรณ์ PC ที่ไม่ได้สะดวกสบายเท่ายุคนี้ พวกเขา (และหมายถึงเรา) หลายคน ต่างเลือกเล่นที่ร้านเกมเป็นหลัก
.
และการที่ได้เห็นเพื่อนร่วมทีม หรือคู่ต่อสู้ต่อหน้า ย่อมสร้างอารมณ์ร่วมทั้งด้านเสียงหัวเราะ และความท้าทายจากการเล่นได้ถึงใจ เปรียบเหมือนเป็นการแข่งอีสปอร์ตขนาดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน นอกจากนี้ หากย้อนเวลาไปอีกสักหน่อย การได้เข้าไปขว้างระเบิดข้ามหากันในด่านยูไนเต็ด (เรียกผิดกันจนชิน) ก็เป็นความสนุกที่อาจหาในยุคนี้ไม่ได้อีกแล้ว

2.โค้ชเฉพาะกิจ เด็กเกาะเบาะ

บ่อยครั้งที่การเล่นเกมออนไลน์ในร้านเกม อาจตกเป็นจุดสนใจของผู้เล่นคนอื่น ๆ ในร้าน จนถูกเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด หรือถ้าหนักไปกว่านั้น บางคนถึงกับยืนเกาะเก้าอี้ คอยชี้ตรงนั้นชี้ตรงนี้ในเกม แนะนำในทุก ๆ ทาง กลายเป็น “โค้ช” ประจำตัวเราทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจ มองได้หลายมุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลก หรือมองว่าน่ารำคาญก็ได้ แต่เมื่อเล่นเกมจนหมดชั่วโมง พวกเขาเหล่านั้นก็จะจากคุณไป และกลับมาใหม่หากคุณเล่นต่อ

3.ต่อครึ่งชั่วโมง 5 บาท

ในยุคหนึ่ง ค่าบริการในร้านเกมคือชั่วโมงละ 10 บาทโดยเฉลี่ย แต่การเล่นเกมหนึ่งในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ไม่มีทางพอแน่นอน เมื่อรู้ตัวว่าใกล้หมดเวลา ผู้เล่นจำนวนหนึ่งมักเดินไปที่เคาท์เตอร์ของร้านเพื่อซื้อชั่วโมงการเล่นเพิ่มเติม เผื่อเวลาไปให้ยาวมากพอ แต่บางกรณี หากผู้เล่นในร้านรู้จักกับพนักงาน หรือเจ้าของร้านเป็นอย่างดี แค่พูดประโยคสั้น ๆ ว่า “เฮีย ต่อครึ่งชั่วโมง” ก็ได้เล่นต่อโดยไม่ต้องลูกไปไหนแล้ว

4.พ่อแม่ตามมาถึงร้าน

เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สุดระทึกของนักเรียน ที่เล่นเกมในร้านจนติดลม ต่อชั่วโมงเท่าไหร่ก็ไม่พอ และลืมไปว่าตนเองต้องกลับบ้าน นั่นทำให้ผู้ปกครองถึงกลับออกตามหา เพราะกลัวว่าจะไปมั่วสุมอยู่ที่ไหน แต่ก็อยู่แค่ร้านเกมแถวบ้านเท่านั้น พอถึงจุดนั้น เพื่อน ๆ ที่อยู่ในร้านที่รู้จักกับผู้ปกครองก็พูดออกมาว่า “แม่มาแล้ว” หลบซ่อนแทบไม่ทัน และแน่นอนว่า นี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี อย่าเลียนแบบ

5. 4 ทุ่ม ตำรวจลง

ในยุคสมัยหนึ่ง การเล่นเกมถูกมองเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ และถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมมากมาย จนทำให้หน่วยงานภาครัฐออกมาตรการมาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเกม จำกัดอายุกับเกมบางประเภท เกมในยุคหนึ่งจำเป็นต้องใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อสมัครบัญชี และนั่นรวมไปถึงการลงพื้นที่ของตำรวจ ว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มาเล่นเกมเกิน 4 ทุ่มหรือไม่ แต่ถึงผู้เล่นจะอายุเกินแล้ว ก็ยังให้ความรู้สึกเสียว ๆ อยู่ดี เพราะให้ความรู้สึกไม่ต่างจากตำรวจที่เข้ามาในสถานบันเทิงเลย

6.เผลอคลิกลิงก์ “ดักควาย” กลางร้าน

การ “ดักควาย” ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์มาตั้งแต่ยุคบอร์ด “ประมูล” เป็นการเตือนผู้ใช้งานได้อย่างดีว่าไม่ควรเชื่ออะไรง่าย ๆ สิ่งเหล่านี้มักมาในรูปแบบของ “ลิงก์” ปริศนา เมื่อคลิกเข้าไปแล้ว เราจะมีโอกาสได้เจอกับเว็บผี Jumpscare ไปจนถึงบางสิ่งระดับ 18+ มาพร้อมเสียงที่สนั่นหู ยิ่งถ้าเปิดลิงก์เหล่านี้กลางร้านแล้ว ถ้าสะดุ้งจนทุกคนหันมามอง คงเขินอายไม่กล้าเข้าร้านไปหลายวัน

7.“เวลาของคุณจะหมดแล้ว กรุณาเติมเงินด้วยค่ะ”

ในร้านเกมยุคหลัง เจ้าของร้านเกมมักจะติดตั้งระบบควบคุมจำนวนชั่วโมงของ PC แต่ละเครื่องได้โดยตรง และมีการระบุเวลาที่เหลืออยู่ในการเล่นอย่างชัดเจน ทำให้ผู้เล่นสามารถคาดคะเนเวลาในการเล่นแต่ละครั้งได้ดี แต่บางร้านก็เล่นใหญ่ไปมากกว่านั้น ด้วยการใส่เสียงแจ้งเตือนอย่าง “เวลาของคุณจะหมดแล้ว กรุณาเติมเงินด้วยค่ะ” เป็นความรู้สึกที่รับรู้ได้ในทันทีว่า ถ้าอยากไปต่อ ต้องบอกพนักงานแล้วนะ

8.ทำการบ้าน/อ่านหนังสือในร้าน

ตามจริงแล้ว จุดประสงค์ของร้านเกม ไม่ใช่แค่การเป็นพื้นที่สำหรับผู้คนที่ต้องการเล่นเกมเท่านั้น เพราะ PC ทุกเครื่องในร้านนั้นอยู่ในระดับที่สามารถทำงานพื้นฐานได้ และในยุคหนึ่งที่ผู้คนไม่ได้มี PC อยู่ติดบ้าน พวกเขาก็ต้องใช้ร้านเกมเป็นพื้นที่ทำการบ้านเพื่อส่งครูให้ทัน หรืออาจทบทวนบทเรียน แต่การทำการบ้านในร้านเกม นั้นต้องเผชิญความกดดันจากไอคอนเกมที่อยู่บนหน้าจอ กับเพื่อน ๆ ที่เล่นเกมอยู่ให้ได้่

9. “เป็นล้านเลยเหรอพี่”

เมื่อร้านเกมคือหนึ่งในสถานที่ที่นักเรียนจำนวนมากมารวมตัวกัน การเล่นกัน แกล้งกันด้วยวิธีต่าง ๆ ล้วนเป็นเรื่องปกติ อาจใช้วิธี “ดักควาย” ตามที่กล่าวไปแล้ว แต่หน่งในเหตุการณ์ที่ทุกคนจดจำได้มากที่สุด คือวิดีโอไวรัล “เป็นล้านเลยเหรอพี่” จากเหตุการณ์ที่มีเด็กคนหนึ่งมีสายโทรศัพท์เข้า และเผยว่าเขาเป็นผู้โชคดีได้ทองจากแบรนด์เครื่องดื่มชื่อดัง แต่จริง ๆ แล้ว นั่นเป็นฝีมือของเพื่อนที่โทรมาแกล้งเขา
.
ชมวิดีโอได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=8jfa_0Lig-A
.
แม้วิดีโอนี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทกิจกรรมของแบรนด์เครื่องดื่ม แต่วิดีโอดังกล่าวกลับบันทึกความทรงจำในยุคที่ “ร้านเกม” ยังรุ่งเรืองได้เป็นอย่างดี ทั้งความวุ่นวายจากเสียงผู้เล่นทุกคน และบรรยากาศการหยอกล้อเล่นกับเพื่อน ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่มีโอกาสได้กลับไปอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

About Author